ดูซีรี่ย์ The Kingdom เดอะคิงดอม

ดูซีรี่ย์ The Kingdom เดอะคิงดอม ซีรีส์อาร์เจนตินาที่ผู้สร้างดูเหมือนตั้งใจแฉแนวทางการใช้ความเชื่อในคริสต์ศาสนาเพื่อหาผลประโยชน์และอำนาจ ความบ้าคลั่งที่แอบอ้างชื่อของพระเจ้า ซึ่งที่จริงแล้วเราสามารถพบเห็นได้ในสังคมจริงๆ แล้วยังผสมผสานกับแนวแฟนตาซีกึ่งปาฏิหาริย์เข้ามาร่วมด้วย

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อ เอมิลิโอ ศาสนาจารย์แห่งโบสถ์นิกายอีวาเจลิคผู้มีสาวกที่เลื่อมใสจำนวนมหาศาล ได้ลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ในฐานะเมทกับ บาดาโฆส แต่แล้วในระหว่างการเดินเข้าสู่เวทีปราศรัย บาดาโฆส กับถูกชายที่ชื่อ เรมิฆิโอ ขึ้นเวทีมาแทงจนเสียชีวิต ทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายไปทั่ว ภายใต้ข้อสงสัยมากมายที่ว่า เรมิฆิโอ ผู้นี้คือใคร เขาลงมือกระทำการอุกอาจแบบนั้นไปเพื่ออะไร

ซึ่งเมื่อเรื่องราวเปิดเผยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เราอาจจะได้เห็นว่า ที่จริงแล้วคนดีที่เราเห็นกันนั้น อาจจะเป็นคนชั่วร้ายที่สุด ส่วนคนที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องบ้าๆแท้จริงแล้วอาจจะเป็นคนดีที่ทนไม่ไหวกับใบหน้าจอมปลอมของคนดีเหล่านั้นก็เป็นได้ เรื่องนี้ยังจงใจจิกกัดศาสนาหรือโบสถ์ต่างๆ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ คนที่หากินจากศาสนา ความเชื่อของผู้คน แล้วนำมาซึ่งการได้เงินบริจาค การฟอกเงิน ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ ซึ่งถือว่ากล้าเอามากๆ

ภาพรวมในการเดินเรื่องจะมีความผสมผสานครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ยำ” เอาหลายแนวเข้ามาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สืบสวน ฆาตกรรม การเมือง ดราม่าครอบครัว ไปจนถึงแฟนตาซี ซึ่งตัวเรื่องทำได้ร้ายกาจยิ่งนักที่เริ่มต้นการเล่าเรื่องมาในแนวการเมืองแล้วค่อยๆ พาเราไปรู้จักตัวละครสำคัญในเรื่องทีละคนโดยเริ่มจากเหตุการณ์ที่ เอมิลิโอ้ จะต้องไปกล่าวปราศรัยในการลงสมัครเป็นรองประธานาธิบดีร่วมกับ บาดาโฆส ที่ลงสมัครเป็นประธานาธิบดี จากนั้นจึงเริ่มสู่การฆาตกรรม เหตุการณ์วุ่นวาย การที่เรื่องเริ่มจะบอกเล่าไปตามมุมมองของตัวละครต่างๆในเรื่องเพื่อให้เรารู้ว่ามีใครบ้างที่จะเป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้ ซึ่งก็ชวนให้เราสงสัยตามตัวละครในเรื่องไปด้วยว่า ทำไมฆาตกรจึงลงมืออุกอาจแบบนั้น ทำเพื่ออะไร แรงจูงใจคืออะไร รวมถึงการที่เราจะได้เห็นการหักมุมไปทีละส่วนๆ ของเรื่องราว และได้รับรู้ว่าตัวละครที่เปิดตัวมาเหมือนจะเป็นคนดีนั้นแท้จริงแล้วคือหนึ่งในคนที่เลวร้ายที่สุดของเรื่อง และเราสามารถพบเห็นคนเช่นนี้ได้ในสังคมจริงๆ ซะด้วย

ในขณะที่คนดีๆบางคนที่เกี่ยวพันกับคนชั่วร้ายเหล่านั้น ก็ไม่มีทางเลือกอะไรมากนัก หากไม่ร่วมขบวนการไปด้วย ก็ต้องยอมปิดตาข้างหนึ่งให้กับการกระทำความชั่ว แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ไม่อาจทนรับได้อีกต่อไปก็ต้องเลือกว่าจะแตกหักกับคนชั่วที่มีอำนาจนั้นหรือจะหนีไป ซึ่งมุมนี้จะถูกสะท้อนออกมาทางตัวละครฆูลิโอที่แม้ว่าเขาจะพอมีความดีอยู่บ้าง แต่เพื่อเอาตัวรอดจากบางสถานการณ์ เขาก็จำเป็นต้องยอมตามน้ำไปกับเหตุการณ์ที่เขาไม่ได้ชอบเอาเลย

ในขณะที่ตาเดโอ ซึ่งเปิดตัวมาแบบตัวละครรองๆ ที่ไม่น่าสำคัญมากนัก เมื่อเรื่องราวดำเนินไปเขากลับเป็นตัวละครที่แสดงให้เราเห็นถึงความดีมากขึ้นเรื่อยๆ เขามีกำลังจำกัดแต่ก็ยังเลือกเส้นทางที่จะยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อเขารู้ว่าไม่สามารถต่อต้านอะไรได้ก็ต้องหาทางหนีออกไปก่อนนั่นเอง ซึ่งก็ต้องรอดูว่าในซีซันสอง คนดีตัวเล็กๆอย่างตาเดโอ และเด็กแห่งปาฏิหาริย์อย่างฟิช จะสามารถกลับมาแก้ไขสถานการณ์อะไรได้หรือไม่ หรือจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกนอกจากเผยแพร่พระวจนะอยู่ในวงนอก ในขณะที่เอมิลิโอ้ก็ประสบความสำเร็จในการ “สร้างอาณาจักร” ของตนเอง ภายใต้ชื่อของพระเจ้า

ด้านการแสดงต้องถือว่าภาพรวมแล้วเหล่านักแสดงทำได้ดีมากๆ ดูออกยากมากว่า คนที่ดูเหมือนจะเป็นคนดี แท้จริงแล้วคือคนชั่วร้ายหรือไม่ ส่วนคนที่เปิดตัวมาเหมือนเป็นคนชั่วร้าย แท้จริงแล้วพวกเขาคือคนดีที่พบเห็นความชั่วร้ายจนทนไม่ไหวแล้วลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจเหล่านั้นก็เป็นได้

ข้อเสียของซีรีส์ก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน อันหนึ่งที่พบเลยคือ การเล่าเรื่องที่จะมีสลับการย้อนแฟลชแบ็กของตัวละครบางคน ซึ่งที่จริงแล้วการผูกเรื่องทำได้ดีมาก แต่จังหวะการแฟลชแบ็กทำให้ดูได้ยากว่าตอนไหนย้อนอดีตหรือตอนไหนปัจจุบัน ต้องตั้งใจดูพอสมควร แล้วข้อเสียอีกอย่างก็คือการที่ผู้สร้างต้องการจะเล่าทุกอย่างมากเกินไปหน่อย ทำให้ธีมเรื่องดูหลุดๆ พอสมควรในระหว่างรับชมไปจนถึงตอนสุดท้ายที่เราดูแล้วอาจจะสงสัยว่า ตกลงคนสร้างต้องการเน้นแนวไหนกันแน่

อีกจุดคือแม้ว่าคอนเซปต์ของเรื่องจะดีเยี่ยม แต่พอมีส่วนของแฟนตาซีปาฏิหาริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ภายใต้ธีมเรื่องแบบสมจริง ก็เลยทำให้เรื่องราวดูแปลกพิกล ซึ่งถ้ามองในแง่หนึ่ง เรื่องนี้คงต้องการสร้างออกมาเพื่อต้องการสะท้อนภาพอีกด้านหนึ่งในวงการเมืองและสังคมของละตินอเมริกาหรืออเมริกาใต้ทั้งทวีป ซึ่งผู้ที่ได้รับชมอาจจะรู้สึกว่า มันอะไรจะขนาดนั้น ในแง่ที่ผู้คนในเรื่องหลายคนมีความสุดโต่งในด้านศรัทธาความเชื่อ จนแทบจะเป็นความงมงาย แต่ที่จริงแล้วหากเรากวาดสายตาดูสังคมโลกของเราในทุกวันนี้ ชนิดที่ไม่ต้องมองออกไปไกล แต่ลองมองเพื่อนบ้านใกล้ตัวเรา ในชุมชน สังคมของเรา ไปจนถึงข่าวพาดหัวต่างๆ จะพบว่าเรื่องเกี่ยวกับความเชื่องมงายที่อธิบายไม่ได้ หรือการที่ศาสนาถูกสร้างให้เป็นพาณิชย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องของเงินบริจาค การใช้จ่ายเงินที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นสิ่งที่ “เกิดขึ้นอยู่จริงๆ” ในสังคมของเรา

ดังนั้นศาสนาในหลายประเทศทั่วโลกเวลานี้ ได้ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือในเชิงพาณิชย์ที่ระดมเอาเงินบริจาครวมถึงเป็นแหล่งในการทำธุรกิจที่มีเงินไหลสะพัดเข้ามา เช่นเดียวกับการที่บุคคลหรือเงินเหล่านั้นถูกนำมาใช้ในวงการเมืองและเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจในการเมือง รวมถึงการที่โบสถ์ที่ควรจะเป็นสถานที่ปกป้องเด็กๆ กลับเป็นแหล่งค้ามนุษย์ ค้าอวัยวะและเป็นแหลงส่งยา ค้ายาเสพติดซะเอง ซึ่งการออกมาแฉเรื่องพรรค์นี้ ทั้งหมดนี้ก็คือ คอนเซปต์หลักของซีรีส์เรื่องนี้นั่นเอง เพียงแต่ทางผู้สร้างดูเหมือนต้องการที่จะยั่วล้อเรื่องความเป็นจริงพรรค์นั้นของโลก เมื่อเรื่องเดินไปถึงครึ่งทาง จึงได้เลือกที่จะโยนตัวละครที่มี “พลังพิเศษ” เสมือนเป็นตัวแทนของพระเยซูที่กลับมาใหม่ในยุคปัจจุบัน ประดุจว่านี่คือ “ของจริง” ที่เป็นเสมือนความหวังของผู้คนท่ามกลางความดำมืดชั่วร้ายนั่นเอง ตรงนี้อาจจะต้องการนำเสนอและยั่วล้อเกี่ยวกับความเชื่อของชาวละตินอเมริกาที่มีต่อคริสต์ศาสนาและโบสถ์บางแห่งก็เป็นได้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีการนำเรื่องแฟนตาซีเข้ามาใส่ ก็ไม่ได้ทำให้สาระหลักของเรื่องราวเสียหายไปแต่อย่างใด ในทางกลับกันผู้สร้างกลับสามารถเอาเรื่องพลังพิเศษที่ว่านั้นเข้ามาสะท้อนภาพความชั่วร้ายในคราบนักบุญให้เด่นชัดขึ้นมาอีก แต่เรื่องราวก็ไม่ได้เอาแต่นำเสนอในด้านมืด เพราะก็ยังนำเสนอว่าก็ยังมีคนดีๆ ที่พร้อมจะยอมเสียทุกอย่างเพื่อหยุดยั้งปีศาจร้ายในคราบมนุษย์ไว้ด้วย

ช่วยแชร์หน่อยนะ