ซีรี่ย์ฝรั่ง : Wandavision (แวนด้าวิชั่น)

ซีรี่ย์ฝรั่ง : Wandavision (แวนด้าวิชั่น) มินิซีรีส์อเมริกัน สร้างขึ้นสำหรับดิสนีย์+ โดย แจ็ก เชเฟอร์ ผู้กำกับหญิงที่เคยฝากผลงานภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ไทเมอร์ ในปี พ.ศ. 2552 และยังร่วมเขียนบทภาพยนตร์ กัปตันมาร์เวล อีกด้วย เนื้อเรื่องสร้างจากตัวละครมาร์เวลคอมิกส์ในชื่อเดียวกัน คือ แวนด้า แม็กซิมอฟฟ์ / สการ์เล็ตวิทช์ และ วิชั่น โดยเป็นซีรีส์เรื่องแรกของดิสนีย์พลัสที่อยู่ในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (MCU) เดินเรื่องต่อเนื่องกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของแฟรนไชส์

เนื้อเรื่องเกิดขึ้นหลังจาก อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก ในปี 2019 ผลิตโดยมาร์เวลสตูดิโอส์ โดยมี แจ็ก เชเฟอร์ ยังรับหน้าที่เป็นผู้เขียนบทและ แมตต์ แชกแมน ผู้กำกับตอนหนึ่งจากซีรีส์ Game Of Thone เป็นผู้กำกับ โดยเรื่องราวจะเกี่ยวข้องกับ แวนด้า และ วิชั่น กับการไขปริศนาความลับของชีวิตประจำวันที่เริ่มบิดเบี้ยวด้วยเหตุการณ์อะไรบางอย่างในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง พร้อมทั้งเปิดตัวหน่วยใหม่ในจักรวาล S.W.O.R.D ซึ่งปรากฏตัวในหนังสือการ์ตูนมาแล้ว ในฐานะผู้ที่จะมาเป็นตัวแปรให้เรื่องราวนั้นใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ความพิเศษของแวนด้าวิชั่น คือ เป็นซีรีส์ที่ผสมผสานระหว่างภาพยนตร์กับซิทคอมอเมริกันในยุคต่าง ๆ และการเล่าเรื่องที่มาในแนวลึกลับและตลกร้ายแบบที่มาร์เวลไม่เคยทำมาก่อน เจาะลึกถึงตัวละครอื่น ๆ ที่ในจักรวาลภาพยนตร์ พวกเขาเป็นแค่ตัวละคร หลังจากสิ่งที่พวกเขาได้เผชิญหน้ามันทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปยังไง และยังปูไปสู่ภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของแฟรนไชน์ในอนาคตก็ได้ ซีรีส์ได้รับคะแนนจากนักวิจารณ์สูงลิ่วในตอนฉาย แถมได้รับคำชมว่าเป็นซีรีส์มาเวลที่สร้างสรรค์และแหวกแนวที่สุดเท่าที่มาร์เวลเคยทำมาเลย เรื่องนี้จะจริงแค่ไหน มาดูกัน

เรื่องราวของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน แวนด้าและวิชั่นที่ย้ายมาอยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า Westview ที่พวกเขาได้เริ่มต้นใช้ชีวิตแบบสามีภรรยาอย่างหรรษา เพราะแวนด้านั้นมีพลังวิเศษที่สามารถเนรมิตทุกอย่างได้ดั่งใจนึก ส่วนวิชั่นนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหนือกว่าที่สามารถปลอมตัวเป็นผู้ชายธรรมดาได้ พร้อมด้วยเพื่อนบ้านหญิงผู้เปี่ยมอารมณ์ขันและน่ารำคาญ แอกเนส ที่คอยมาเป็นผู้ช่วยของแวนด้าเวลาเกิดเรื่องวุ่น ๆ ในแต่ละวัน ผ่านรูปแบบของซิทคอมสัดส่วน 4 : 3 ไม่เต็มจอขาวดำ นอกจากนี้ชาวเมืองนั้นก็ต่างเป็นมิตรกับพวกเขา ทุกอย่างเหมือนจะลงตัว ถ้าหากแวนด้าไม่สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังคุกคามเธอและสามีอย่างเงียบงัน และค่อย ๆ ปั่นป่วนเมืองที่แสนสงบแห่งนี้ให้ค่อย ๆ ไม่ปกติอยู่เรื่อย ๆ แวนด้าจะทำยังไง หากพลังที่แสนมหัศจรรย์ของเธอไม่สามารถแก้ไขทุกอย่างได้ ในขณะนั้นเอง องค์กรลึกลับไม่ทราบที่มาก็เริ่มเข้ามาตรวจสอบในพื้นที่ที่แวนด้ากับวิชั่นอาศัยอยู่ พวกเขานั้นต้องการอะไร และสุดท้ายบทสรุปชีวิตอันแสนสุขของทั้งคู่จะลงเอยอย่างสุขสันต์ได้หรือไม่

การเล่าเรื่องของซีรีส์เรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงที่ มันไม่ได้ประนีประนอมกับคนที่ไม่เคยดูหนังในจักรวาล MCU หรือแม้แต่คนที่ดูหนังในจักรวาลก็เช่นกัน เปิดเรื่องมาพาเราเข้าสถานการณ์แปลก ๆ ทันที แถมตอนแรกก็แทบจะไม่มีอะไรนอกจากเรื่องราววุ่น ๆ ของคู่รักที่ทำตัวตลกโปกฮาและเพลงประกอบสุดติดหู แต่เมื่อคุณดูจนจบตอนแรก ซีรีส์จะค่อย ๆ ทิ้งปมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องทีละนิด ตั้งแต่ทำไมที่ ๆ ตัวละครอยู่ถึงได้มีสภาพเหมือนซีรีส์ซิทคอมในโทรทัศน์อเมริกันยุค 1950-2000 ผิดกับเรื่องราวในจักรวาลที่น่าจะเดินเรื่องหลังจาก 2023 นี่แหละคือใจความสำคัญที่ทำให้ซีรีส์นี้มีความพิเศษ โดยบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลในเรื่องจะค่อย ๆ ได้รับการเฉลยให้เราได้รับรู้ได้ตอนหลัง ๆ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำให้คนดูรู้สึกว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันเป็นแบบนี้ และทำให้สามารถตั้งข้อสันนิษฐานหรือทฤษฏีต่าง ๆ เป็นความสนุกที่ซีรีส์มอบให้ตอนที่มันฉายใหม่ ๆ อาทิตย์ละตอน โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างขัดแย้งในตัวของมันเอง แต่นั่นไม่ใช่ข้อเสียนะ มันเป็นสิ่งที่ซีรีส์ตั้งใจอยู่แล้วให้มันมีความแปลกและดูไม่ลงตัวกับเรื่องราว

เมื่อยิ่งดู เรื่องราวจะเริ่มขยายสเกลมากกว่าเดิมเรื่อย ๆ จากการเป็นซิทคอมธรรมดา กลับค่อย ๆ กลายเป็นหนังแอ็คชั่นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีส่วนผสมของมาร์เวลและซีรีส์ลึกลับสไตล์อเมริกันที่ค่อย ๆ วางปมอย่างชาญฉลาด แม้ว่าการเฉลยปมหลักจะไม่ได้ว้าวอะไร แต่ฉากเปิดปมก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าสนใจไม้แพ้กับฉากแอ็คชั่นสาดพลังกันไม่ยั้งเลยทีเดียว ด้วยความที่มันเป็นมินิซีรีส์ 9 ตอนจบ ช่วงแรก ๆ จะไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่เหมือนดูขำ ๆ แต่พอเข้าตอนที่ 4 ปุ๊บ เครื่องจะเริ่มติด และตอนที่ 8 นี่แหละที่พีคมาก ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ดีของซีรีส์ที่สามารถสรุปประเด็นของเรื่องได้ดีมาก ๆ จนตอนสุดท้ายที่พยายามสาดฉากแอ็คชั่นและบทสรุปตื่นเต้น กลายเป็นรวบรัดฉับไวจนสิ่งที่สร้างมาทั้งหมดไม่อิมแพ็คกับคนดูเท่าไหร่ เหมือนตั้งใจจะทิ้งไว้ใช้ในภาพยนตร์ในจักรวาลที่จะมาทำหน้าที่สานต่ออย่าง The Marvels และ Doctor Strange in the Multiverse of Madness เข้าใจแหละว่ามันไม่ได้จบเพียงเท่านี้ แต่มันทำได้ดีกว่านี้นะ น่าเสียดาย

ตัวละครแต่ละตัว โดยเฉพาะตัวละครหลัก หากใครดูจักรวาล MCU จะเข้าใจได้ทันทีถึงลักษณะของคนนั้น ๆ แต่คนที่ไม่เคยเลย คุณจะได้ทำความรู้จักแบบผ่าน ๆ ซึ่งอาจทำให้ขาดอรรถรสหรือความอินในตัวละคร เพราะมันเป็นการสานต่อเรื่องราวโดยตรงจากภาพยนตร์ในจักรวาลมาร์เวล ซึ่งนี่แหละเป็นข้อเสียหลักของเรื่องนี้ ถ้าคุณไม่ได้ติดตามมาตลอด คุณจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องว่าทำไมต้องรักกันขนาดนี้ ทำไมต้องมีปัญหากันขนาดนี้ ไม่พอซีรีส์ยังโยนตัวละครใหม่ที่ไม่เชิงว่าใหม่เอี่ยมแต่โผล่มาจากไหนอีกก็ไม่รู้ให้งงเข้าไปอีก แม้ว่าซีรีส์จะค่อย ๆ ใช้เวลากับตัวละครในระดับที่สมควร แต่คนที่มาดูซีรีส์เรื่องนี้เพราะเห็นว่ามันดี ก็อยากให้ไปดูหนังเหล่านี้ก่อน Avengers : Age of Ultron, Captain America : Civil War, Avengers : Infinity Wars, Captain America และที่ขาดไม่ได้ Avengers : Endgame นี่แหละที่น่าจะเป็นตัวช่วยเบื้องต้นสำหรับคนที่กำลังคิดจะดูซีรีส์เรื่องนี้ได้

แม้ว่าส่วนตัวผมจะอยากแนะนำให้คนที่อยากดูเรื่องนี้หรือดูแล้วไม่เข้าใจไปตามดูมาตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ถ้าใครที่คิดจะดูเรื่องนี้ จะดูเลยก็ได้ มันไม่ได้เล่าเรื่องซับซ้อนเล่นท่ายากอะไรขนาดนั้น แค่รายละเอียดมันเยอะจนอาจจะติดกับตัวละครเหล่านี้ยากกว่าคนที่ตามมาตลอด แค่นั้นแหละครับ ปมของตัวละครก็มีมากมายทั้งเรื่องครอบครัว ความรัก และการข้ามผ่านความเป็นจริงเพื่อที่จะสามารถมีความสุข หรือแม้แต่การพยายามพิสูจน์ตัวเองของตัวละครที่ถูกถ่ายทอดออกมาทีละเล็กทีละน้อย แต่พอเอามาปะติดปะต่อรวมกัน มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เรื่องราวนั้นมีหลายมิติให้ได้เห็น แม้ส่วนตัว ตัวละครบางตัวที่มีความสำคัญและดึงดูดคนดูจะมีบทน้อยมาก แบบน้อยสุด ๆ ดาร์ซี่ สาวแว่นที่เคยปรากฏตัวใน Thor ทั้งสองภาคยกเว้นภาค Ragnarok โผล่มารวมฉากกันทั้ง 9 ตอนยังไม่ถึง 5 นาทีเลยด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับ จิมมี่ วูที่ปรากฏตัวครั้งแรกในภาพยนตร์ ANT-MAN AND THE WASP ซึ่งพวกเขาคอยเป็นตัวละครกึ่งจริงจัง กึ่งฮาแถมมีพัฒนาการในตัวละครค่อนข้างเยอะด้วย แต่กลับใช้ได้ไม่คุ้มเอาซะเลย

ถือเป็นการยากมากที่จะกล่าวถึงตัวละครไม่ให้สปอยล์เนื้อเรื่อง แวนด้าเป็นตัวละครที่ดูเหมือนจะมีความสุขสุขหรรษาไม่แคร์โลก ทั้งหมดเป็นการพยายามหลอกตัวเองว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ฝัน แต่เมื่อสุดท้ายความจริงปรากฏต่อหน้าเธอก็ต้องเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันจนกลายเป็นคนใหม่แบบที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ซึ่งถ้าใครที่ตามจักรวาล MCU จะรู้ทันทีว่าเธอคือใคร แต่คนทั่วไปที่ดูก็ต้องว้าวแน่นอน วิชั่น ตัวละครสามีแสนอบอุ่นที่เหมือนจะอยากรู้อยากเห็นไปซะทุกเรื่องแบบที่เขาคิดว่าเขาเป็นมนุษย์ผู้ฉลาด จนกระทั่งมันค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปโดยสิ้นเชิง แอกเนส เพื่อนบ้านที่คอยเป็นกำลังใจและสั่งสอนวานด้าเวลาเจอกับปัญหาด้วยความตลกและแสนสดใส โมนิก้า หญิงสาวที่ชีวิตพลิกผันหลังจากเหตุการณ์ล้างจักรวาลที่ทำให้เธอกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์และมันได้ทำให้ตัวของเธอนั้นไม่เหมือนเดิม ดาร์ซี สาวน้อยที่ทุ่มเทจนเรียนจบสาขาวิทยาศาสตร์จนได้มาทำงานในองค์กรแต่ด้วยความฉลาดและความแปลกทำให้เธอโดนมองข้ามอยู่เสมอ จิมมี่ วู เอฟบีไอที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเมืองจากภัยร้ายที่ไม่ทราบที่มา เหล่าตัวละครลับที่ไม่สามารถบอกได้ ยังเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เรื่องราวนั้นมีความเข้มข้นขึ้นในทุกตอน ซึ่งผมมองว่าตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งที่บอกแล้วมันอาจสปอยล์ทุกอย่างในจักรวาล MCU ได้เลย

ในเรื่องการแสดงต้องขอยกนิ้วให้กับอลิซาเบธ โอเซ่นในบทของแวนด้า ที่เธอเอาอยู่ตั้งแต่บทสาวช่างฝันสุดฮา บทแม่ผู้รักลูก เกรี้ยวกราดและมึนงง บทอาภัพในโชคชะตาและใจสลายที่ทำให้เราอินและเข้าใจตัวละครเธอว่าทำไมเธอถึงสามารถเป็นทั้งตัวเอกหลักและตัวร้ายหลักของเรื่องได้ เพราะเธอนั้นแสดงออกมาผ่านแววตาและสีหน้าได้อย่างเก็บทุกเม็ด ยิ่งตอนเธอร้องไห้คือแทบจะขาดใจตาม เช่นเดียวกับ พอล เบ็ตตานีย์ ก็มีจังหวะตลกมีมุกฮามาตลอด แต่พอเข้าโหมดจริงจังก็คือทรงพลังไม่แพ้กับอลิซาเบธ ในบทพ่อที่รักลูกและมีความสับสนในตัวเองจนกระทั่งความจริงเปิดเผยและทำลายความจริงทั้งหมด แต่ที่ขอบอกว่าขโมยซีนสุด ๆ คงจะเป็นแคทริน ฮาห์น ที่มาในบทสุดน่าจดจำและติดตามากในซีรีส์อย่างแอกเนส เธอสามารถแสดงให้เห็นมากกว่าความตลก และยังมอบเซอร์ไพรส์ให้คนดูแบบที่ถ้าไม่เก็บรายละเอียดก็คงไม่รู้ว่านี่คือตัวละครของเธอ หลังจากนี้ใครเห็นเธอก็ต้องแซวแน่นอน ทียอนาห์ แพร์ริส ในบทสาวผิวสีผู้แบกรับความหวังของแม่และก้าวขั้นข้ามสู่ขีดจำกัดในร่างกายตัวเอง เธอเล่นในบทตลกและบทสับสนได้ดีมาก ๆ แม้จะมีแค่นิดเดียว การแสดงของเธอคือตรึงคนดูให้เห็นถึงความเท่และความดึงดูดไม่แพ้แวนด้าและพร้อมแล้วสำหรับการก้าวสู่จอเงินในอนาคต แรนดัลล์ ปาร์ค ไม่ได้มาเพื่อแสดงตลกแต่ยังมารับบทเป็นคนที่จริงจังกับงานที่มีอารมณ์ขันและคอยร่วมมือกับ แคท เดนนิ่งส์ สาวสวยสวมแว่นผู้ชาญฉลาดที่สามารถไขความลับของเรื่องได้ แม้ว่าบทของทั้งคู่จะน้อยจนน่าใจหายแต่ก็สามารถขโมยซีนให้เป็นที่จดจำเหมือนกัน อย่าง อีแวน ปีเตอร์ส ที่มาในบทที่คาดไม่ถึงและยังแสดงได้กวนโอ๊ยมาก ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ อีกทั้งยังมีนักแสดงคนอื่น ๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่เติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์อีกด้วย

ความฉลาดของซีรีส์คือการเปลี่ยนสเกลภาพของซีรีส์จาก 4:3 ให้ค่อย ๆ ขยายทุกครั้งที่เล่าเรื่องเฉลยปมกลับมาที่ตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งเป็น 16 : 9 ในสเกลภาพยนตร์ มุมกล้องของซีรีส์นั้นจะเป็นแบบซิทคอมยุคต่าง ๆ ที่มีมุมกล้องหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแนวภาพยนตร์จักรวาล MCU ซึ่งส่วนใหญ่ล้อเลียนมาจากซีรีส์อเมริกันดัง ๆ ในอดีตที่ผมเองก็ไม่รู้จักเท่าไหร่ แถมยังมีเพลงประกอบร้องเล่นประจำตอนที่ติดหูในแทบทุกเพลง สลับกับดนตรีประกอบที่เป็นไปตามฉากของซีรีส์ แต่ก็ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายดนตรีอลังการสไตล์มาร์เวลที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวละครนั้น ๆ แต่มันจะมีเพลงร้องเพลงนึงในซีรีส์ที่จะติดหูคุณแน่นอน นอกจากนี้ด้วยความที่มาร์เวลจัดเต็ม จึงสามารถเนรมิตฉากพลังของตัวละครและฉากแอ็คชั่นและปล่อยพลังได้แบบสวยงามและอลังการสุด ๆ งานซีจีจึงเข้าขั้นระดับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เลย ไม่แปลกใจทำไมมาร์เวลถึงบอกว่าลงทุนกับซีรีส์เรื่องนี้พอ ๆ กับหนังมาร์เวลหนึ่งเรื่อง ซึ่งซีรีส์นี้มีความยาวช่วงแรก ๆ แค่ครึ่งชม. แต่หลัง ๆ จะเป็น 40 นาที แต่มันไม่ได้ยาวขนาดนั้น เพราะหมดไปกับเพลงปิดตอนความยาวเกือบสิบนาทีพอ ๆ กับเครดิตหนังเรื่องหนึ่งเลย

ถือเป็นซีรีส์ขยายจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวลที่สร้างสรรค์ที่ดี แต่ไม่ได้ดียอดเยี่ยมอะไรขนาดนั้น แม้การเล่าเรื่องหรือคอนเซปต์แบบนี้มันจะเจ๋งแต่พอมาดู ๆ แล้วมันก็ยังเบาหวิวอยู่ดี เพราะมันพาเราไปสำรวจตัวละครแบบผิวเผิน เฉลยปมแบบหนักแน่น แต่กลับเร่งรัดบทสรุปของเรื่องมากเกินไปจนทำให้การเล่าเรื่องตลอดเก้าตอนนั้นไม่อิมแพ็คเท่าที่ควรด้วยข้อจำกัดของการต่อยอดจากภาพยนตร์ในจักรวาล MCU ทำให้อาจจะเข้าไม่ถึงคนที่ไม่เคยติดตามจักรวาลมาก่อน มิหนำซ้ำการที่เล่าเรื่องตอนแรกแบบไม่ปูอะไรเลยใส่ฉากซิทคอม มันก็อาจทำให้คนดูที่ไม่ชอบซิทคอม ต้องอดทนด้วยความเบื่อหรือไม่ดูต่อเลยก็ได้ อีกทั้งปมบางอย่างก็ถูกปล่อยทิ้งไว้จะได้ไปเล่าต่อในภาพยนตร์เรื่องยาวของตัวละครอีกที มิหนำซ้ำตัวละครบางตัวก็ยังมีบทน้อยจนน่าใจหาย แต่ก็ถือเป็นการเดินเกมที่ชาญฉลาดของมาร์เวลที่หยิบนำองค์ประกอบของซิทคอมอเมริกันผสานเข้ากับซูเปอร์ฮีโร่ที่มีมุมมองใหม่ให้ได้สำรวจ ได้รสชาติใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งตลก ระทึก และดราม่าแบบที่จัดเต็มไม่ให้ตัวละครได้พักและอาจจะทำให้ต้องเสียน้ำตา ถือเป็นซีรีส์ในดิสนีย์พลัสที่ควรเปิดดูตอนที่เข้าไทยทันที

ช่วยแชร์หน่อยนะ