ดูซีรี่ย์ Baggio The Divine Ponytail บาจโจ เทพบุตรเปียทอง

ดูซีรี่ย์ Baggio The Divine Ponytail บาจโจ เทพบุตรเปียทอง หนังอิตาลีที่นำชีวประวัติช่วงสำคัญของ โรแบร์โต บาจโจ นักฟุตบอลผู้เป็น “ไอคอล” ตลอดกาลของวงการฟุตบอลอิตาลีมาบอกเล่า ซึ่งก็มีด้านที่แฟนฟุตบอลอาจไม่เคยทราบมาก่อน และเอาเหตุการณ์สำคัญที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมาขยายรายละเอียดเพิ่ม แล้วมีฟุตเทจสำคัญให้ดูแทรกอยู่ในระหว่างเรื่องด้วย โดยจะเน้นที่เหตุการณ์ดราม่าในฟุตบอลโลกปี 1994 และการลุ้นกลับไปติดทีมในฟุตบอลโลกปี 2002 รวมถึงความสัมพันธ์กับพ่อและปัญหากับโค้ชชื่อดังแต่ละคน

ซีรี่ย์ใหม่ Baggio The Divine Ponytail

สำหรับการเล่าเรื่องของหนังจะเน้นไปการบอกเล่าช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของ บาจโจ โดยใช้วิธี Skip ข้ามเวลไปเรื่อยๆ แต่หนังจะโฟกัสที่ช่วงเวลายากลำบากในแต่ละช่วงชีวิตมากกว่าช่วงรุ่งโรจน์ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่บาจโจต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บที่รุมเล่นงานเขามาตลอดตั้งแต่อายุ 18 ปี เมื่อครั้งยังเป็นดาวรุ่งกับวิเซนซ่า ก่อนจะย้ายไปฟิออเรนติน่า ซึ่งทางฟิออเรนติน่านี่เองที่ให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา ถึงแม้ว่าเขาจะบาดเจ็บหนักในเกมสุดท้ายกับวิเซนซ่าก่อนย้ายไป แต่ฟิออเรนติน่าที่ดึงตัวเขามาแล้วกลายเป็นดาวรุ่งอิตาลีที่ค่าตัวแพงที่สุดในเวลานั้น ก็ยังให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา ทำให้เป็นความประทับใจที่เขามีกับทีม

ส่วนช่วงเวลารุ่งโรจน์ของบาจโจในการเล่นฟุตบอลลีก เช่น การได้แชมป์ซีรีอา กับ ยูเวนตุสและเอซีมิลาน โดยเฉพาะการได้รางวัลบัลลงดอร์ในปี 1993 ซึ่งเป็นเกียรติยศส่วนตัวสูงสุดของนักฟุตบอลทั่วโลกทั้งหมด ตัวหนังกลับไม่เน้นมากนัก แต่จะบอกเล่าแค่บทบรรยายสั้นๆแทรกเข้ามา

แล้วนี่คือส่วนด้อยของหนังที่น่าเสียดายอย่างมาก เพราะมันทำให้คนที่ไม่ค่อยรู้จักเรื่องของบาจโจหรือเกิดทันดูฟุตบอลยุคนั้นจะไม่เข้าใจว่า “บาจโจยิ่งใหญ่ขนาดไหน” เนื่องจากในยุค 90 บาจโจ คือนักฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นไอคอลและสัญลักษณ์ตลอดกาลของวงการฟุตบอลอิตาลีและของฟุตบอลโลก ซึ่งก็มาจากลีลาการเล่นฟุตบอลที่สวยงาม เต็มไปด้วยจินตนาการ เป็นผู้เล่นพรสวรรค์สูงสุดตลอดกาลของวงการฟุตบอลอิตาลีที่ในปัจจุบันยอมรับกันว่าเขาขาดเพียงถ้วยฟุตบอลโลกเท่านั้น

ดูซีรี่ย์ Baggio The Divine Ponytail

แต่ตรงนี้เองที่จัดว่าน่าเสียดายอย่างมาก เนื่องจากตัวหนังแทบตลอดเรื่องจะไม่ค่อยเน้นประเด็นนี้เท่าไหร่ (ไปพูดถึงเอาตอนจบเรื่องในช่วงเครดิต) แล้วตัวหนังเลือกไปจับความดราม่าด้านความสัมพันธ์ในชีวิตของบาจโจกับพ่อและโค้ชทีมชาติอิตาลี รวมถึงอาการบาดเจ็บที่รุมเล่นงานเขามากกว่า และหนังยังมีการเล่าถึงความสัมพันธ์กับผู้จัดการส่วนตัวคือ เปโตรเน่ ที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้ชักนำเขาเข้าสู่พุทธศาสนาสายเซ็น ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของบาจโจมาตลอดตั้งแต่วัยรุ่น แม้ว่าครอบครัวโดยเฉพาะทางฝั่งพ่อจะไม่เข้าใจก็ตาม แต่ภายหลังทุกคนก็ให้การยอมรับในที่สุด

อีกทั้งตัวหนังก็ให้ความสำคัญมากในการบอกเล่าความขัดแย้งระหว่างเขาและ อาริโก ซาคคี่ ยอดโค้ชคนดังของทีมชาติอิตาลีในช่วงเวลาที่เขาเล่นอยู่ ซึ่งจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเขาและซาคตี่คือทัศนคติที่ไม่ลงรอยกันในระหว่างศึกฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ที่มาจากความพ่ายแพ้ของอิตาลีต่อไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นทีมชั้นรองกว่ามาก

โดยหลังจากเกมนั้น ซาคคี่ต้องการปรับสไตล์การเล่น เน้นให้ลูกทีมเล่นฟุตบอลแบบจังหวะเดียว ในขณะที่บาจโจไม่เห็นด้วย และการถูกเปลี่ยนตัวออกในเกมถัดมาก็ทำให้ความขัดแย้งระหว่างพวกเขารุนแรงขึ้นอีก ซึ่งเรื่องราวส่วนนี้แฟนบอลจำนวนมากพอจะรับทราบอยู่บ้าง แต่ที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ หลังจากเกมรอบแรก ครอบครัวของบาจโจได้ตัดสินใจเดินทางมาให้กำลังใจเขาถึงสหรัฐอเมริกา แล้วยังมีสิ่งหนึ่งที่ตัวหนังพยายามบอกเล่าให้คนที่เป็นแฟนบอลและคนทั่วไปได้รับรู้ก็คือ แนวคิดการทำทีมฟุตบอลและความพยายามที่จะนำแท็คติคการเล่นรูปแบบใหม่ๆ มาสู่ทีมชาติอิตาลี โดยเฉพาะการเล่นฟุตบอลแบบวันทัช และการซ้อมจำลองแบบไม่มีลูกบอล ซึ่งบาจโจไม่เห็นด้วยและไม่เข้าใจ

แต่ถึงแม้ว่าเขาและซาคตี่จะขัดแย้งกันมาก ซาคคี่ก็ตัดสินใจส่งบาจโจลงสนามในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับไนจีเรีย แล้วก็เป็นบาจโจที่ช่วยทีมพลิกสถานการณ์ด้วยการยิงสองประตูพาทีมได้ชัยชนะ จากนั้นบาจโจก็กลายเป็นคีย์แมนทั้งยิงและทำเกมจนพาอิตาลีเข้าชิงชนะเลิศกับบราซิลได้ ซึ่งการได้เข้าสู้กับบราซิลเพื่อคว้าแชมป์โลกคือปมในใจของบาจโจตั้งแต่เด็ก เมื่อพ่อของเขาเล่าให้ฟังว่าตัวเขาในตอนเด็กเคยสัญญาว่าจะพาอิตาลีชนะบราซิลคว้าแชมป์ให้ได้ เพื่อแก้แค้นที่อิตาลีเคยแพ้บราซิลเมื่อปี 1970 แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นอย่างที่เรารู้กันคือบาจโจยิงจุดโทษพลาดในช่วงยิงจุดโทษ ทำให้อิตาลีพลาดแชมป์ไป และการยิงจุดโทษพลาดของบาจโจลูกนั้นกลายเป็นภาพที่ถูกพูดถึงไปอีกยาวนานว่าเป็นหนึ่งในชอตพลาดจุดโทษที่ตราตรึงที่สุดตลอดกาลของโลกฟุตบอล

พอเข้าช่วง 30 นาทีสุดท้าย หนังจะ Skip ข้ามเวลาไปช่วงปลายการค้าแข้งของบาจโจ ที่เขามุ่งหวังจะเรียกฟอร์มกลับมาติดทีมชาติที่ญี่ปุ่นปี 2002 ให้ได้ ซึ่งการไปเตะฟุตบอลโลกครั้งนี้สำคัญกับเขามาก เพราะจะเป็นการเตะฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย และจะไปเยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศของ อ.อิเคดะ ไดซากุ ผู้นำทางความคิดของพุทธสายเซ็นที่เขาและผู้จัดการส่วนตัวได้เคารพนับถือมาตลอด แต่ตอนนั้นเขาหมดสัญญากับทีมอินเตอร์มิลานและกำลังไร้ทีมสังกัด ทำให้เขาคิดจะไปค้าแข้งที่เจลีกในญี่ปุ่น จนกระทั่งเจ้าของสโมสรเล็กๆ อย่างเบรสชาตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีม

รีวิวซีรี่ย์ Baggio The Divine Ponytail

แล้วก็เป็นช่วงเวลา 4 ปีที่อยู่เบรสชานี่เอง ที่หนังได้นำเสนอว่า บาจโจน่าจะได้ค้นพบสถานที่ที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดในชีวิตการค้าแข้ง ซึ่งในเหตุการณ์จริงๆแล้ว บาจโจก็คงมีความสุขกับทีมเบรสชามากจริงๆ เพราะเขากลายเป็นคนที่เข้ามาช่วยกอบกู้ทีมเบรสชา ซึ่งเป็นทีมเล็กๆ ที่เลื่อนชั้นมาจากซีรีบี ให้กลายมาเป็นทีมที่ไต่อันดับขึ้นไปแถวบนของครึ่งตารางและถึงขั้นไปลุ้นเตะฟุตบอลยุโรปได้ด้วย แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติอิตาลีชุดลุยฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกลูกหนังในสมัยนั้น (ถึงขั้นที่มีคนอิตาลีรุมด่า โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ผู้จัดการทีมชาติที่ไม่ยอมเลือกเขาไป) แต่สุดท้ายแล้ว บาจโจก็ทำใจและก้าวต่อไป ก่อนจะเลิกเล่นฟุตบอลในปี 2004

ส่วนตัวแล้ว ในฐานะที่คนรีวิวเป็นแฟนคลับของบาจโจมาตลอดตั้งแต่ยุค 90 การได้ดูภาพยนตร์ชีวประวัติของ บาจโจ ซึ่งเรื่องนี้สามารนำเสนอตัวตนของบาจโจในฐานะมนุษย์ในหลากหลายแง่มุม รวมถึงด้านที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน หรือเป็นเรื่องที่เราเคยได้ยินข่าวในสมัยนั้น แต่ไม่ทราบรายละเอียดเบื้องลึก ตัวหนังก็มีการบอกเล่าดีเทลเหล่านั้นออกมา เรียกว่าแฟนบอลและคนชอบบาจโจ น่าจะได้อิ่มเอมใจกับหนังเรื่องนี้อย่างเต็มอิ่มจนถึงฉากสุดท้ายของเรื่องราว ที่เป็นบทสรุปที่ดีที่สุดที่บอกเล่าเกี่ยวกับตัวตนของบาจโจที่มีต่อคนอิตาลีและแฟนบอลทั่วโลกได้เลยครับ

ช่วยแชร์หน่อยนะ