ดูซีรี่ย์ : Fatherhood Netflix คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

ดูซีรี่ย์ : Fatherhood Netflix คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว เรื่องราวของ แมตต์ และ ลิชชี่ สองสามีภรรยาที่กำลังจะมีลูกด้วยกัน แต่แล้วทุกอย่างกลับพลิกผันในชั่วพริบตาเมื่อลิชชี่คลอดลูกสาว แมดดี้ ออกมาแล้ว เธอกลับเสียชีวิตโดยไม่คาดฝัน ทิ้งให้แมตต์ต้องเลี้ยงดูลูกสาวเพียงลำพัง ในขณะที่แมตต์เองก็ต้องตัดสินใจว่า จะทำยังไงดีกับการเลี้ยงดูเด็กทารกแรกเกิด

ในขณะที่ญาติพี่น้องคนอื่น เช่น ตายาย พ่อแม่ของฝั่งภรรยา ก็รู้สึกว่าแมตต์ยังไม่พร้อมเลี้ยงหลานของพวกเขา นั่นยิ่งทำให้แมตต์ต้องพารพิสูจน์ว่าเขาสามารถทำได้ แต่ในขณะเดียวกันแมตต์ก็ต้องหาทางบาลานซ์ชีวิตการทำงานที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับการเลี้ยงดูลูกสาวด้วย ซึ่งก็มีผู้คนมากมายรอบข้างเขาที่พร้อมเอาใจช่วย ทั้งเพื่อนฝูง ญาติมิตร หัวหน้างาน จนกระทั่งแมตต์เริ่มจะพบว่าเมื่อแมดดี้เติบโตขึ้น มันก็อาจจะไม่ได้มีกันแค่พวกเขาสองคนพ่อลูกอีกต่อไป

เรื่องราวทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ เหมือนเป็นเรื่องราวที่คนดูสามารถพบได้ง่ายๆ ชีวิตของตัวเอกอย่าง แมตต์ และ แมดดี้ เสมือนกับพ่อลูกที่มีอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวหรือไม่ก็ตาม นี่จึงเป็นหนึ่งในหนังชีวิตที่คนดูมีความรู้สึกร่วมไปด้วยในระหว่างรับชม เพราะเสมือนได้ดูชีวิตของตัวเองไปด้วย ทั้งการเลี้ยงดูทารก ขั้นตอนต่างๆที่ใหม่หมดสำหรับพ่อแม่มือใหม่ แม้กระทั่งเรื่องอึเด็กที่แตกต่างกันไป หรือแม้แต่คนที่เป็นลูกๆ ไม่ว่าจะลูกชายหรือลูกสาวก็อาจจะชวนให้รู้สึกนึกถึงพ่อแม่ของตนเองได้เหมือนกัน

ส่วนจุดดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ ขอยกให้การแสดงของ Kevin Heart ในบทแมตต์ ที่ต้องชมว่าเขาเล่นได้ถึงจริงๆ และตีบทแตกจนเราเชื่อว่าเขาเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวจริง รวมถึงเด็กหญิง Melody Hurd ที่แสดงได้ดีพอสมควรกับบทลูกสาวแมดดี้

หนังยังมีจุดดีอื่นๆ อีกคือ แม้ว่าหนังจะนำเสนอเรื่องราวของคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว แต่ที่จริงแล้วมันยังสามารถแทนตัวของพ่อและแม่ได้ หรือกระทั่งปู่ย่า และคนที่เป็นลูกเมื่อดูแล้วก็อาจเกิดความรู้สึกร่วมและหวนย้อนนึกถึงชีวิตวัยเด็กของตนเอง และก็เป็นหนังที่คนเป็นพ่อแม่มือใหม่ก็อาจจะอินไปด้วย หรืออาจจะกดดูซ้ำหลายรอบ

ในด้านการเล่าเรื่อง หนังใช้วิธีเปิดเรื่องมาด้วยความโศกเศร้าของสามีที่ต้องสูญเสียภรรยาที่เพิ่งคลอดลูกสาวไปอย่างกะทันหัน การที่หนังตั้งใจใช้วิธีเปิดด้วยงานศพ แล้วใช้การเล่าย้อนช่วงแรก เสมือนต้องการจับเอาดราม่า มาขยี้จิตใจคนดู ซึ่งความสูญเสียที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แล้วหนังก็ค่อยๆ นำเสนอให้คนดูได้ติดตามชีวิตของคุณพ่อเลี่ยงเดียวมือใหม่สุดๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

แม้ว่าประเด็นในหนังจะไม่ใช่เรื่องใหม่ มีหนังแนวครอบครัวหลายเรื่องที่เล่นเรื่องพวกนี้ แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่หนังนำเสนอได้ดีมากนั่นคือปมเรื่องความกลัวที่จะมูฟออนของแมตต์ ที่ได้เจอความสูญเสียจนเขารู้สึกว่าแมดดี้คือสิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่ ในขณะที่แมดดี้เองนั้น แมตต์ก็คือสิ่งที่เธอรักมากที่สุดและเธอรู้สึกกลัวเหมือนกันหากจะมีใครมาแย่งเขาไป ดังนั้นเมื่อเริ่มมีบุคคลที่สามเข้ามาใหม่ แมดดี้จึงมีการต่อต้านไปบ้าง แต่จุดที่หนังทำได้ดีมากก็คือการต่อต้านของแมดดี้ใช้เวลาเพียงสั้นมากๆ เพราะลึกๆแล้วแมดดี้เองก็เป็นเด็กหญิงที่ต้องการใครสักคนเข้ามาเพิ่มในครอบครัวที่มีกันแค่สองคน ตรงนี้เองที่หนังวางคาแรคเตอร์ของตัวละครมาได้สมจริงดีและเหมือนเป็นการบอกบรรดาพ่อแม่ในโลกความจริงที่ชอบเลี้ยงลูกแบบโอเวอร์ดราม่าหรือปกป้องเกินไปว่า เฮ้ย ที่จริงแล้วไม่ใช่เด็กหรอกที่ติดคุณ แต่พวกคุณต่างหากที่ติดเด็กมากไป หัดให้เขาได้อยู่กับปู่ย่าตายายหรือคนอื่นบ้าง

อีกทั้งเด็กอย่างแมดดี้ก็ไม่ใช่เด็กดราม่า แต่เป็นเด็กฉลาดที่เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และกล้าจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ แล้วแม้ว่าเธอจะมีความกบฏและหนังพยายามนำเสนอเรื่องการเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมในแบบเฟมินิสต์ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นต้องฝืนไม่ทำตามกฎระเบียบไปเสียหมด เพราะเด็กอย่างแมดดี้ยังมีลักษณะที่เราพบได้ในเด็กทั่วไป ในทางกลับกัน เป็นฝั่งแมตต์เองที่ต้องรู้จักที่จะเรียนรู้ ยอมปล่อยวาง และหาทางข้ามปมความเศร้าจากากรสูญเสียในอดีตให้ได้

อีกจุดที่หนังนำเสนอได้ดีคือ การเรียนรู้การเลือกบาลานซ์ระหว่างชีวิตการทำงาน และชีวิตการเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งในเรื่องก็จะนำเสนอประเด็นนี้ตั้งแต่แรกจนจบที่ตัวแมตต์ต้องเลือกเส้นทางการทำงานควบคู่ไปการการเลี้ยงลูกสาว

แต่ก็มีจุดด้อยอยู่ไม่น้อย เมื่อหนังอาจจะนำเสนอในแบบฟีลกู้ดจนเรียกว่าแทบจะเป็นหนังเด็กไปสักหน่อย หากมองในแง่ที่ว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงตามที่อ้างไว้ เพราะเราจะรู้สึกว่ามันมีครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกมากที่ชีวิตยากลำบากและต้องทรหดกว่านี้หลายสิบเท่า แถมช่วงขยี้ดราม่าของเรื่องในช่วงท้ายก็ทำได้ “ไม่ค่อยถึงเท่าไหร่” หากเทียบกับช่วงก่อนท้ายเรื่องประมาณ 30 นาที ที่หนังทำช่วงนั้นได้ดีกว่า แต่หลังจากนั้นก็จะดูเรียบๆ ไปนิด กระทั่งแมตต์เลือกตัดสินใจที่จะอยู่ใกล้ชิดกับลูกแทนที่จะเลือกความก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงกลับไปคืนดีกับแฟนสาว แต่หนังก็ไม่ได้บอกเล่าว่าหลังจากนี้เขาจะเป็นยังไงต่อ เพียงแต่ตัวหนังก็สื่อให้เราเห็นเป็นนัยว่าเขาก็คงจะไม่เป็นไร ในเมื่อตอนนี้ครอบครัวจะมีคนเพิ่มเข้ามาแล้ว

ช่วยแชร์หน่อยนะ