ซีรี่ย์จีน : เจาะเวลาหาจิ๋นซี (A Step into the Past)

ซีรี่ย์จีน : เจาะเวลาหาจิ๋นซี (A Step into the Past) ละครเปิดฉากขึ้นบนห้วงอวกาศในปี ค.ศ. 2188 (พ.ศ. 2731) “จ่านเฟิง” ซึ่งอยู่บนฐานบัญชาการเคลื่อนที่ในยานอวกาศที่ชื่อ “เทียนกง 28” (เป็นยานแม่ขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายยานรบ) ใช้เทคโนโลยีภาพเสมือนสามมิติ (โฮโลแกรม) และ AI ตรวจสอบการทำงานของเหล่าบรรดานักบินที่ขับยานอวกาศขนาดเล็กออกไปปฏิบัติภารกิจที่ชื่อ “หลุมดำ” หลังภารกิจประสบความสำเร็จ “เซี่ยงเส้าหลง” ซึ่งเป็นหัวหน้าฝูงบิน “ซิงอวิ๋น” (แปลว่า เนบิวลา) ได้นำลูกทีมกลับมารายงานตัวกับจ่านเฟิง

แต่แล้วอยู่ๆ ยานแม่ของพวกเขาก็โคจรมาเจอหลุมดำทำให้ระบบถูกพลังงานของคลื่นแรงโน้มถ่วงรบกวน แถมค่าแรงโน้มถ่วงของหลุมดำยังสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นทวีคูณ จึงจำเป็นต้องรีบหนีออกจากบริเวณดังกล่าวก่อนที่จะถูกหลุมดำกลืนกิน จ่านเฟิงสั่งให้เซี่ยงเส้าหลงเปิดระบบเครื่องยนต์พลังปฏิสสาร (Antimatter) ทันที (พลังปฏิสสารมีแรงผลักดันและความเร็วเหลือคณานับ) โชคร้ายที่ระบบดังกล่าวเสียหายทำให้ไม่สามารถเร่งพลังได้ถึงขีดสุด ยานจึงไม่สามารถหลุดออกจากโซนอันตราย แถมทางเดียวที่จะหนีรอดออกไปได้คือต้องเร่งความเร็วให้มากกว่าความเร็วแสงซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่ดี

ครั้นรู้ว่าเร่งเครื่องหนีไม่ทันแน่ จ่านเฟิงจึงคิดที่จะสละตนเองเพื่อรักษาชีวิตของลูกทีมทุกคน โดยอาสาขับยานพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางของหลุมดำพร้อมระเบิดปฏิสสาร (ซึ่งมีอานุภาพในการทำลายล้างมากมายมหาศาลยิ่งกว่านิวเคลียร์) วิธีนี้จะทำให้ยานแม่มีโอกาสหลุดออกจากแรงดึงดูดของหลุมดำราว 67.333%* (เพราะถูกแรงระเบิดผลักออก) หลังสั่งให้เซี่ยงเส้าหลงไปเตรียมความพร้อมของยานซิงอวิ๋น จ่านเฟิงก็บอกลาทุกคนแล้วเดินออกจากห้องบัญชาการทันที “เติ้งหลิง” แฟนสาวของจ่านเฟิงรีบวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วงและอาลัย แต่เขาขอให้เธอส่งเพียงเท่านี้และบอกให้เธอรักษาตัว เซี่ยงเส้าหลงยืนมองทั้งคู่กอดลากัน ก่อนบอกจ่านเฟิงว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว จ่านเฟิงสั่งให้เซี่ยงเส้าหลงทำหน้าที่แทนตนและขอให้พาทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย ทั้งยังฝากดูแลเติ้งหลิง หลังจากนั้นเขาก็มอบหยกโบราณยุคจ้านกว๋อซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากมารดาให้เซี่ยงเส้าหลง โดยบอกให้ถือเป็นคำอวยพรจากตน เซี่ยงเส้าหลงอาสาปฏิบัติภารกิจแทนจ่านเฟิง (ยาน “ซิงอวิ๋นที่หนึ่ง” ที่จ่านเฟิงจะขับไปพลีชีพเป็น)จ่านเฟิงได้แต่ยิ้มและตบไหล่เซี่ยงเส้าหลง เขาจะออกไปทำภารกิจแต่ถูกเซี่ยงเส้าหลงช็อตด้วยไฟฟ้าจนหมดสติไปเสียก่อน หลังจากนั้นเซี่ยงเส้าหลงก็ขับยานของตนพุ่งตรงไปยังใจกลางหลุมดำ

ครั้นได้สติจ่านเฟิงก็รีบกลับเข้าไปในห้องบัญชาการแล้วสั่งให้ AI รีบติดต่อยานซิงอวิ๋นที่หนึ่งทันที เซี่ยงเส้าหลงสั่งให้จ่านเฟิงพาทุกคนกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย (เขาออกคำสั่งในฐานะรักษาการผู้บัญชาการยานแม่ เพราะก่อนหน้านี้จ่านเฟิงได้สั่งให้เขาบัญชาการยานแม่แทนตน) และกล่าวว่าตนจะเก็บหยกเอาไว้ให้ชั่วคราว ถ้ามีโอกาสตนจะนำมาคืนให้ จากนั้นก็บอกลาทุกคนแล้วตัดการติดต่อสื่อสารทันที เขาทำใจชั่วขณะก่อนเริ่มปฏิบัติภารกิจ หลังพุ่งเข้าไปในหลุมดำพร้อมระเบิดปฏิสสารด้วยความเร็วเฉียดแสง ยานของเขากลับมุ่งตรงไปยังรัฐจ้าวในยุคจ้านกว๋อซึ่งเป็นการเดินทางย้อนเวลากว่าสองพันปี

คืนนั้นได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาด (แสงเหนือ) บนท้องฟ้าเหนือรัฐจ้าว “โจวเหยี่ยน”แห่งสำนักหยินหยาง จึงทำการคำนวณและเสี่ยงทายโดยใช้กระดองเต่าและศาสตร์อี้จิง ในเวลาเดียวกันนั้นคนของสำนักโม่ (ม่อเจีย) จากรัฐฉิน นำโดย “หยวนจง”, “ซิงอวิ๋น” และ “เหยียนผิง” กำลังเร่งเดินทางเพื่อนำหยกเหอซื่อ (เหอซื่อปี้) ไปส่งที่ป้อมสกุลอูในรัฐจ้าว ครั้นเห็นแสงประหลาดบนท้องฟ้า ซิงอวิ๋นจึงถามหยวนจง (ผู้เป็นตา) ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคืออะไร หยวนจงกล่าวว่านั่นคือลางบอกเหตุจากสวรรค์ จากนั้นก็ร้องบอกทุกคนให้ระวังตัว เหยียนผิงเห็นว่าที่นี่ยังอยู่ห่างจากป้อมสกุลอูราวสามชั่วยาม (6 ชั่วโมง) จึงแนะให้เร่งเดินทางต่อเพราะยิ่งเนิ่นนานยิ่งเสี่ยงอันตราย

* เหอซื่อปี้” เป็นหยกเนื้อดีล้ำค่า ได้ชื่อว่าเป็นหยกแห่งราชัน (สัญลักษณ์ของผู้ครองแผ่นดิน) ถูกพบโดยชาวรัฐฉู่ที่ชื่อ “เปี้ยนเหอ” ตำนานเล่าขานว่า…หลังพบก้อนหยกดิบบนภูเขาแล้วเห็นว่าเป็นหยกเนื้อดี เปี้ยนเหอจึงนำหยกดิบก้อนดังกล่าวไปมอบให้ “ฉู่ลี่อ๋อง” ซึ่งเป็นอ๋องปกครองรัฐฉู่ในขณะนั้น ครั้นช่างหยกตรวจสอบแล้วฟันธงว่าเป็นเพียงหินธรรมดา ฉู่ลี่อ๋องจึงสั่งตัดเท้าซ้ายเปี้ยนเหอด้วยความโกรธ ในเวลาต่อมา “ฉู่อู๋อ๋อง” ได้ขึ้นปกครองรัฐฉู่ เปี้ยนเหอจึงนำหยกดิบก้อนเดิมไปมอบเป็นของขวัญทำให้โดนตัดเท้าขวาอีกข้างโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูง เมื่อ “ฉู่เหวินอ๋อง” ขึ้นปกครองรัฐฉู่แล้วได้ยินเรื่องราวของเปี้ยนเหอจึงสั่งให้ช่างนำหยกของเขามาขัด ครั้นพบว่าเป็นหยกเนื้องามหาใดปาน ฉู่เหวินอ๋องจึงตั้งชื่อหยกว่า “เหอซื่อปี้” เพื่อเป็นเกียรติแก่เปี้ยนเหอ หลัง “ฉินซีฮ่องเต้” รวมแผ่นดินเป็นหนึ่งจึงสั่งให้ช่างนำหยกเหอซื่อมาแกะเป็นตราประทับ สำหรับใช้เป็นตราแผ่นดินตกทอดประจำราชวงศ์ (ราชลัญจกร)

หลังเดินทางข้ามคืน ในที่สุดคณะเดินทางของหยวนจงก็เดินทางใกล้ถึงป้อมสกุลอู บังเอิญว่าในตอนนั้นยานของเซี่ยงเส้าหลงกำลังพุ่งลงสู่พื้นผิวโลก ซิงอวิ๋นเห็นลูกไฟพุ่งพาดผ่านท้องฟ้าจึงรีบตามไปดู เซี่ยงเส้าหลงบังคับยานให้ตกลงบนพื้นที่ชุ่มน้ำได้อย่างปลอดภัย แต่ยานไถลตกลงไปในหนองน้ำ เขาอยากรู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนเลยใช้กำไลอัจฉริยะตรวจสอบดูแต่กลับไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (ไม่มีต้นไม้และสภาพแวดล้อมเช่นนี้ในโลกอนาคต) เขาพยายามกระโดดขึ้นฝั่งแต่ดันพลัดตกน้ำบริเวณที่มีโคลนดูด ซิงอวิ๋นเห็นดังนั้นเลยรีบวิ่งไปดูใกล้ๆ แต่พลาดท่าลื่นล้ม เซี่ยงเส้าหลงใช้กำไลอัจฉริยะตรวจสอบฐานข้อมูลซิงอวิ๋นแต่ไม่พบข้อมูลใดๆ เขาจึงรู้เพียงว่าเธออายุราว 18 ปีและไม่มีพิษมีภัย เขาพยายามทักทายเธอโดยใช้ทั้งภาษาจีนกลาง (หนีห่าว) และกวางตุ้ง (เหลยโหว) ครั้นเห็นว่าเธอยังคงนิ่งเงียบ เขาเลยยกมือไหว้และกล่าวว่า “ซา-หวาด-ดี-ค่า” หลังนิ่งไปชั่วขณะ ในที่สุดซิงอวิ๋นก็ทักทายเซี่ยงเส้าหลง ก่อนรัวคำถามใส่เขาเป็นชุดว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน ลงไปทำอะไรในน้ำ เซี่ยงเส้าหลงยังไม่ทันตอบก็เริ่มถูกโคลนดูด ซิงอวิ๋นเลยรีบโยนเชือกให้แล้วช่วยดึงเขาขึ้นมา

หลังรอดตายอีกครั้งเซี่ยงเส้าหลงก็อดนึกเป็นห่วงจ่านเฟิงไม่ได้ เขาขอบคุณซิงอวิ๋นแล้วสั่งการผ่านกำไลอัจฉริยะให้ทำการอบแห้งชุดทันที ครั้นเห็นชุดอันเปียกปอนของเซี่ยงเส้าหลงแห้งสนิทต่อหน้าต่อตาซิงอวิ๋นก็รู้สึกทึ่ง เธอเห็นว่าเขาไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไปจึงถามว่าเขาตกลงมาจากฟ้าพร้อมดาวตกจริงหรือ เซี่ยงเส้าหลงไม่รู้จะอธิบายยังไงเลยได้แต่เออออไปกับเธอ เขาเห็นว่าเธอเองไม่ธรรมดาเช่นกันเพราะดันแต่งตัวย้อนยุค เซี่ยงเส้าหลงยื่นมือให้ซิงอวิ๋นพลางแนะนำชื่อแซ่ แต่ซิงอวิ๋นไม่รู้จักธรรมเนียมการเช็คแฮนด์เลยใช้ปลายนิ้วชี้แตะไปที่ปลายนิ้วของเซี่ยงเส้าหลง เซี่ยงเส้าหลงนึกไม่ถึงว่าเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าจะชื่อ “ซิงอวิ๋น” เหมือนยานของตน เขาถามซิงอวิ๋นว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ไหนและคำตอบที่ได้รับคือ “รัฐจ้าว นอกป้อมสกุลอู”

ในเวลาเดียวกันนั้น “อูถิงฟาง” ลูกสาวประมุขป้อมสกุลอู กับ “เหลียนจิ้ง” กำลังควบม้าไปรับคณะของหยวนจง ระหว่างทางได้ถูกกลุ่มโจรอ่อนหัดดักซุ่มทำร้ายหมายถ่วงเวลา แต่เหลียนจิ้งกวัดแกว่งกระบี่ไม่กี่ครั้งก็สังหารสมุนโจรได้ทั้งหมด เขาจะฆ่าหัวโจกแต่อูถิงฟางห้ามไว้เสียก่อนเพราะรู้ว่ามีคนบงการอยู่เบื้องหลัง เธอเดาว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับหยกเหอซื่อจึงถามชายคนดังกล่าวว่า “จวี้จื่อ”* แห่งสำนักโม่ และคนอื่นๆ อยู่ที่ไหน หัวหน้าโจรเย้ยว่าเธอไม่มีทางปกป้องคนและหยกเหอซื่อได้ เพราะป่านนี้ลูกพี่ตนคงจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เหลียนจิ้งได้ยินดังนั้นจึงสังหารชายคนดังกล่าวทันที อีกด้านหนึ่งหยวนจง เหยียนผิง และเหล่าศิษย์สำนักโม่ พากันเคลื่อนขบวนไปพลางๆ ระหว่างรอให้ซิงอวิ๋นตามมาสมทบ แต่แล้วอยู่ๆ พวกเขาก็ถูกกลุ่มนักฆ่าชุดดำรุมล้อมหมายแย่งชิงหยกเหอซื่อ (เหยียนผิงเองก็มีพิรุธเพราะจ้องมองถุงใส่หยกเหอซื่อตาเป็นมัน) ซิงอวิ๋นได้ยินเสียงการต่อสู้และเห็นฝูงนกบินแตกฮือขึ้นฟ้าจึงรีบควบม้ากลับทันที เซี่ยงเส้าหลงเห็นดังนั้นจึงพยายามร้องบอกให้รอตน แม้ไม่เป็นผลและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เขาก็วิ่งตามซิงอวิ๋นไปตลอดทาง

ครั้นไปถึง ซิงอวิ๋นจึงร่วมต่อกรกับคนร้ายซึ่งมีจำนวนมากกว่าทันที เซี่ยงเส้าหลงเห็นสองฝ่ายฟาดฟันกันอย่างดุเดือดก็นึกว่าเป็นการถ่ายหนัง แต่พอเห็นว่ามีคนตายจริงเจ็บจริงเขาก็ร้องลั่นว่ามีคนฆ่ากันและบอกให้รีบแจ้งตำรวจ เหล่าชายชุดดำเห็นเซี่ยงเส้าหลงจึงถือกระบี่พุ่งเข้าหา โชคดีที่เซี่ยงเส้าหลงมาพร้อมแกดเจ็ตล้ำยุค เหล่าชายชุดดำจึงถูกเซี่ยงเส้าหลงช็อตด้วยไฟฟ้าจนพากันล้มลงไปนอนแน่นิ่ง ทุกคนเห็นพลังฝ่ามืออันร้ายกาจของเซี่ยงเส้าหลงก็ต่างพากันตกตะลึงเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่รู้ว่าเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาอะไร แถมเขายังฟันแทงไม่เข้าอีกต่างหาก (เพราะสวมชุดสุดไฮเทค) หลังโดนเหล่าชายชุดดำรุมทำร้ายหมายเอาชีวิต เซี่ยงเส้าหลงจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่การแสดงและสงสัยว่าตนอาจหลงมาอยู่ในอีกมิติหนึ่ง (เดินทางย้อนเวลา) เขาเห็นว่าคนร้ายมีจำนวนมากขืนไล่ช็อตทุกคนมีหวังพลังงานหมดก่อน เขาจำต้องเซฟกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในยามจำเป็นเลยท้าให้คนร้ายเข้ามาหาตนพร้อมกันโดยขู่ว่าตนมีของ (ชุดและอุปกรณ์ล้ำยุค) แต่ทว่าไม่มีใครกล้าออกมาต่อกรกับเขา

ทันทีที่มาถึง เหลียนจิ้ง (เจ้าของฉายา “หงอิงกงจื่อ” ซึ่งเป็นที่เลื่องลือเรื่องหน้าตาและฝีมือกระบี่) ก็ตรงเข้าฟาดฟันเซี่ยงเส้าหลงเพราะนึกว่าเซี่ยงเส้าหลงเป็นคนร้าย เมื่อเซี่ยงเส้าหลงใช้สองมือรับกระบี่ เหลียนจิ้งซึ่งเป็นยอดฝีมือจึงถูกไฟช็อตจนล้มลงไปนอนจุกต่อหน้าทุกคน (กระแสไฟฟ้าถูกปล่อยออกมาจากชุดและถุงมือของเซี่ยงเส้าหลง) เขานึกไม่ถึงว่าเซี่ยงเส้าหลงจะมีพลังภายในแข็งแกร่งเพียงนี้ เซี่ยงเส้าหลงไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเหลียงจิ้งจึงรีบเข้าไปดูอาการด้วยความเป็นห่วง แต่เขาดันลืมปิดโหมดช็อตไฟฟ้า เหลียงจิ้งเลยโดนไฟช็อตซ้ำที่หน้าอกจนแน่นิ่งไป อูถิงฟางเห็นดังนั้นจึงไล่ฟาดเซี่ยงเส้าหลงด้วยแส้ เซี่ยงเส้าหลงไม่อยากทำร้ายผู้หญิงจึงเตือนให้เธอหยุดแต่อูถิงฟางยังคงเดินหน้าฟาดไม่ยั้ง เขาจึงจับปลายแส้หมายปล่อยกระแสไฟฟ้าใส่เธอโดยลืมไปว่าแส้เป็นฉนวนไฟฟ้า อูถิงฟางจะดึงแส้กลับคืนแต่เซี่ยงเส้าหลงไม่ยอมปล่อยมือเลยถูกดึงเข้าไปหาและเสียหลักล้มทับเธอ (เขาเบือนหน้าหนีทันเลยทำให้ปากกระแทกพื้นดินแทน) อูถิงฟางโกรธจัดเลยลุกขึ้นมาตีเซี่ยงเส้าหลงทำให้ถูกไฟช็อตจนหมดสติไปอีกคน

เซี่ยงเส้าหลงรีบปิดโหมดช็อตไฟฟ้าแล้วเดินไปหาซิงอวิ๋น เหล่าคนร้ายเห็นท่าไม่ดีเลยรีบหนีไป หยวนจงไม่รู้ที่มาของเซี่ยงเส้าหลงจึงไม่วางใจ เขาเห็นว่าเซี่ยงเส้าหลงมีฝีมือแก่กล้าเลยชิงทำร้ายเซี่ยงเส้าหลงจนหมดสติ ซิงอวิ๋นรีบเข้าไปดูแบบกล้าๆ กลัวๆ เพราะกลัวถูกไฟช็อต เหยียนผิงยุให้หยวนจงฆ่าเซี่ยงเส้าหลงทิ้งเสีย โดยกล่าวหาว่าเซี่ยงเส้าหลงต้องการชิงหยกเหอซื่อ ซิงอวิ๋นคัดค้านก่อนชี้ว่า เธอเห็นกับตาว่าเซี่ยงเส้าหลงตกลงมาพร้อมดาวตก เขาไม่มีทางรู้เรื่องหยกเหอซื่อแน่ แต่เหยียนผิงยังคงยุให้หยวนจงตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการฆ่าเซี่ยงเส้าหลงทิ้งเสีย ซิงอวิ๋นจึงคัดค้านทันควัน หยวนจงบอกเหยียนผิงว่าสำนักโม่ไม่ฆ่าคนตามอำเภอใจ ก่อนบอกให้ซิงอวิ๋นนำตัวเซี่ยงเส้าหลงไปที่ป้อมสกุลอู

ขณะที่ “จ้าวอ๋อง” (อ๋องปกครองรัฐจ้าว) และเหล่าขุนนางกำลังเกษมสำราญกับการกินดื่มและชมนางรำ หลิวต้าฟูก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในท้องพระโรง ทำให้นักดนตรีและเหล่านางรำต้องหยุดแสดงกลางคัน จ้าวอ๋องตำหนิหลิวต้าฟูที่เสียมารยาทและทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม ขณะที่ “จ้าวมู่” หลิวต้าฟูรายงานว่าเมื่อคืนได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้าด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มิหนำซ้ำวันนี้ยังมีดาวตกอีก ทำนายได้ว่าจะมีขุนนางกังฉินในรัฐจ้าว เขาหันไปมองจ้าวมู่ก่อนพูดต่อว่า การที่จ้าวมู่ยังคงควบคุมตัว “จื้อจื่อ” (หมายถึงองค์ชายที่ถูกส่งไปเป็นตัวประกันในต่างแคว้น ในที่นี้คือองค์ชายจากรัฐฉิน) จะทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐฉินกับรัฐจ้าวและอาจนำมาซึ่งสงคราม เขาจึงขอให้จ้าวอ๋องทบทวนเรื่องจื้อจื่อ

* ต้าฟู โดยทั่วไปจะแปลว่า “หมอ” แต่ในที่นี้เป็นชื่อตำแน่งขุนนางอาวุโสในระบบศักดินาจีน (สมัยราชวงศ์โจว-ก่อนราชวงศ์ฉิน)

จ้าวมู่แย้งอย่างใจเย็นว่าหากส่งตัวจื้อจื่อกลับรัฐฉินจะทำให้รัฐฉินยิ่งเหิมเกริม หลิวต้าฟูมั่นใจว่าการส่งตัวจื้อจื่อกลับรัฐฉิน (ซึ่งแข็งแกร่งกว่า) จะทำให้สองรัฐมีมิตรภาพที่ดีต่อกันอีกหลายปี จ้าวมู่เย้ยว่ามิตรภาพจะมั่นคงยืนยาวได้สักกี่ปี เขาชี้ว่าความกระหายในอำนาจของรัฐฉินเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว หากไม่มีจื้อจื่ออยู่ในมือ รัฐจ้าวของพวกตนคงลุกเป็นไฟและไม่มั่นคงดังเช่นทุกวันนี้ จ้าวอ๋องได้ยินดังนั้นก็เห็นด้วยกับจ้าวมู่และไล่หลิวต้าฟูออกจากห้องอย่างไม่ไยดี หลิวต้าฟูถึงกับน้ำตาร่วง เขาเห็นว่าอำนาจที่แท้จริงตกอยู่ในมือจ้าวมู่จึงกล่าวอย่างสิ้นหวังว่าอีกไม่นานรัฐจ้าวคงหนีไม่พ้นเคราะห์กรรม หลังจากนั้นเขาก็ถอดหมวกขุนนางคืนให้จ้าวอ๋อง (ลาออก) ด้วยมือที่สั่นเทา

อีกด้านหนึ่งในเมืองหานตาน (ปัจจุบันตั้งอยู่ในมณฑลเหอเป่ย) “จ้าวผาน”จ้าวมู่ กำลังนั่งเรียงหมากเป็นรูปกำแพงเมืองจีน*ที่ทอดยาว โดยมีเหล่าหญิงงามคอยปรนนิบัติ ทันใดนั้น หยวนจงนำหยกเหอซื่อไปส่งมอบที่ป้อมสกุลอูแล้ว ขืนยังคงนิ่งดูดายจะสายเกินไป ครั้นรู้ว่าจ้าวผานเตรียมการไว้หมดแล้วจิงจวิ้นก็ยกยอปอปั้นไม่หยุดปาก จ้าวผานได้ยินแล้วรำคาญเลยถามว่ามีเรื่องอื่นอีกไหม จิงจวิ้นเล่าว่าวันนี้หลิวต้าฟูบังอาจลบหลู่จ้าวมู่ต่อหน้าจ้าวอ๋องและเหล่าขุนนาง จ้าวผานได้ยินดังนั้นจึงคิดที่จะไปสั่งสอนหลิวต้าฟูด้วยตนเอง

* การเชื่อมกำแพงเมืองของรัฐต่างๆ เพื่อป้องกันการรุกรานของเผ่าซงหนู จนกลายเป็นกำแพงเมืองจีนที่ได้ชื่อว่าเป็น “หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก” คือหนึ่งในผลงานอันโดดเด่นของฉินซีฮ่องเต้

จ้าวผานและจิงจวิ้นนำกำลังไปขวางรถม้าของหลิวต้าฟู หลิวต้าฟูอุ้มหลานชายตัวน้อยลงมาจากรถม้าก่อนประณามจ้าวผานที่ยอมรับโจรเป็นพ่อและไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จ้าวผานจึงคิดสั่งสอนหลิวต้าฟูด้วยการรังแกเด็กชายตัวน้อย โชคดีที่องค์หญิง “จ้าวเชี่ยน” (ธิดาจ้าวอ๋อง) ผ่านมาพบเข้าจึงช่วยเด็กเอาไว้ได้ทัน เธอขอโทษหลิวต้าฟูแทนญาติผู้น้อง ทั้งยังบอกให้หลิวต้าฟูร่วมเดินทางไปกับเธอเพื่อความปลอดภัย หลิวต้าฟูปฏิเสธอย่างสุภาพและขอตัวทันที เมื่อหลิวต้าฟูจากไปแล้วจ้าวเชี่ยนจึงตำหนิจ้าวผานที่ลบหลู่ขุนนางอาวุโสของรัฐจ้าว ครั้นอยู่ต่อหน้าจ้าวเชี่ยนความยโสโอหังของจ้าวผานก็อันตรธานหายไป ซ้ำยังยอมเชื่อฟังแต่โดยดี

ช่วยแชร์หน่อยนะ