ซีรี่ย์เกาหลี : คุณคือใคร นายนัมชิน? (Are You Human?)

ซีรี่ย์เกาหลี : คุณคือใคร นายนัมชิน? (Are You Human?) นำเสนอเรื่องราวของหุ่นแอนดรอยด์ (หุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นเลียนแบบมนุษย์) ระบบเอไอ ที่ถูกพัฒนาและสร้างขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์สาวผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) “โอ โรรา” หลังมีเหตุให้เธอต้องพลัดพรากจากลูกชายเพียงคนเดียว “นัมชิน”

ด้วยความคิดถึงผู้เป็นลูกเธอจึงสร้างหุ่นยนต์เอไอเลียนแบบลูกชายในแต่ละช่วงวัย โดยตั้งชื่อรุ่นว่า นัมชินวัน ทู และทรี ตามลำดับ แต่หลังจากลูกชายตัวจริงประสบอุบัติเหตุและอยู่ในอาการโคม่า เธอจึงส่งหุ่นยนต์ “นัมชินทรี” ไปทำหน้าที่ต่างๆ แทน โดยนัมชินทรีจะต้องสวมรอยเป็นลูกชายของเธอ และต้องตบตาคนอื่นว่าตนเองเป็นมนุษย์จนกว่านัมชินตัวจริงจะฟื้น ทั้งนี้เพื่อรักษาและปกป้องตำแหน่งผู้สืบทอดกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของครอบครัวไว้ให้นัมชิน ขณะปฏิบัติภารกิจนัมชินทรีมีอดีตนักชก MMA (ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวแบบผสม “Mixed martial art”) สาว นามว่า “คัง โซบง” คอยปกป้องในฐานะบอดี้การ์ด แต่สุดท้ายเธอก็ตกหลุมรักเขาทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นหุ่นยนต์

“โอ โรรา” นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวเกาหลีใต้ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็น “ไอน์สไตน์เกาหลีด้านปัญญาประดิษฐ์” ขึ้นบรรยายบนเวทีต่อหน้านักศีกษา เธอชี้ไปที่รูปหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์ที่ออกแบบขึ้นมาโดยมีพื้นฐานมาจากร่างกายมนุษย์) บนจอโปรเจ็คเตอร์ ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ทันสมัยไฮเทคสุด ณ ขณะนั้น แล้วบอกว่าเธอยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เธอเปลี่ยนสไลด์เป็นรูปเด็กชายคนหนึ่งพลางกล่าวว่าในอนาคตอันใกล้เธอจะพัฒนาหุ่นยนต์ที่เหมือนมนุษย์จนแยกไม่ออก และสามารถอยู่เคียงข้างเราแทนคนที่เรารักและจากเราไปไกล ทันใดนั้นก็มีเด็กชายคนหนึ่งลุกขึ้นประท้วงว่าตนเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ เขาคือเด็กชายที่มีรูปปรากฏบนจอโปรเจ็คเตอร์ และยังเป็นลูกชายวัย 7 ปีของเธอที่มีชื่อว่า “นัมชิน”

โรราพูดติดตลกกับเหล่านักศึกษาว่าบางครั้งเธอก็อยากให้ลูกชายเป็นหุ่นยนต์ที่ว่านอนสอนง่าย (เธอเคยบอกให้ลูกนั่งฟังเงียบๆ ก่อนหน้านี้) และแกล้งขู่ลูกชายว่าถ้าขืนยังไม่เชื่อฟังเธอจะสร้างหุ่นยนต์เลียนแบบเขาและชอบหุ่นยนต์แทน ชินแกล้งสวนกลับอย่างไม่สะทกสะท้านว่า ไม่เป็นไร…เพราะถึงยังไงตนก็ชอบพ่อมากกว่า หลังจบการบรรยายชินถามแม่ว่าโกรธตนไหมที่พูดไปแบบนั้น โรราปฏิเสธว่าไม่โกรธก่อนเกทับว่าถึงยังไงพ่อของชินก็ชอบเธอมากกว่าและท้าให้ชินถามพ่อด้วยตนเอง เธอเห็นว่าสามีกำลังจะมาจึงชวนลูกไปสนามบินเพื่อจะได้บินกลับบ้านด้วยกัน

ชินจะโทรฯ ถามพ่อว่าชอบแม่หรือตนมากกว่ากัน แต่เสียงโทรศัพท์ (ริงโทนของพ่อ) กลับดังขึ้นใกล้ๆ ครั้นเห็น ” ซอ จงกิล” ยืนถือโทรศัพท์อยู่ตรงหน้า โรราก็หน้าถอดสี จงกิลเดินเข้าไปหาสองแม่ลูกพลางส่งสัญญาณบอกลูกน้องให้ชิงตัวเด็กไป โรราถูกลูกน้องจงกิลจับตัวไว้จึงทำได้เพียงมองลูกรักถูกอุ้มขึ้นรถไปต่อหน้าต่อตา จงกิลอธิบายว่า ‘ท่านประธาน’ ต้องการตัวชิน โรราสงสัยว่าทำไม “นัม กอนโฮ” (ปู่ของชิน / ประธานพีเคกรุ๊ป) ถึงพรากลูกไปจากตน ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยยอมรับเธอและลูกชายเป็นคนในครอบครัว ด้วยเหตุนี้ครอบครัวเธอเลยต้องระเห็จไปอยู่เมืองนอก เธอชี้ว่าตนมาเกาหลีเพื่อบรรยายเท่านั้นและจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก โรราเห็นโทรศัพท์สามีอยู่ที่จงกิลก็รู้สึกสงสัยและเอะใจ จงกิลจึงยื่นใบมรณะบัตรให้โรราก่อนชี้ว่า “นัม ชองอู” (สามีของโรรา) เสียชีวิตแล้วจากการฆ่าตัวตาย โดยศพของเขาเพิ่งถูกเผาเมื่อคืน โรราได้ยินแล้วถึงกับช็อคและไม่อยากจะเชื่อว่าสามีฆ่าตัวตาย เพราะเขาเพิ่งมาเยี่ยมพ่อได้เพียงสองสามวัน จงกิลตัดบทว่าประธานนัมจะเลี้ยงดูชินเอง จากนั้นก็บอกให้เธอลองเช็คยอดเงินค่าปลอบขวัญ (ก้อนโต) ในบัญชีก่อนเดินจากไป หลังจากนั้นโรราก็แวะไปยังสถานที่เก็บอัฐิของสามีและสัญญาว่าจะนำตัวลูกชายกลับคืนมาให้ได้

วันต่อมา โรราขับรถคันใหม่เอี่ยมอ่องบุกไปทวงลูกชายที่คฤหาสน์ของประธานนัม พร้อมนำเงินสดเต็มกระเป๋าที่ประธานนัมโอนให้มาคืน (เงินส่วนที่เหลือจากการซื้อรถ) จงกิลเปิดทางให้เธอเรียกหาลูก หลังจากนั้นไม่นานชินก็เดินออกมาหาเธอและยืนกรานว่าจะอยู่ที่นี่กับปู่โดยอ้างว่าตนชอบที่นี่ โรราสงสัยว่าลูกอาจโดนข่มขู่และพยายามพาชินกลับไป แต่ชินปฏิเสธและชี้ว่าตนไม่อยากตายเหมือนพ่อ ซ้ำยังโทษว่าแม่ทำให้พ่อตาย โรราได้ยินแล้วถึงกับอึ้ง ชินยังขู่ด้วยว่าถ้าขืนแม่มาที่นี่อีกตนจะตายตามพ่อไป พูดจบชินก็เดินกลับไปหาปู่โดยบอกว่าตนทำตามสัญญาแล้ว และขอให้ปู่ทำตามสัญญาว่าจะไม่แตะต้องแม่

แม้จะถูกลูกน้องจงกิลจับโยนออกมาแต่โรรายังไม่ยอมแพ้และพยายามบุกเข้าไปตามลูก จงกิลจึงเตือนเธอว่าขืนทำเช่นนี้ชินจะพลอยเจ็บตัวอีกคน เพราะไม่ว่าประธานนัมต้องการสิ่งใดก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น เขาบอกให้ดูสามีผู้ล่วงลับของเธอ (ซึ่งแข็งข้อกับประธานนัม) เป็นตัวอย่าง ทางที่ดีเธอควรรักษาชีวิตลูกแทนที่จะดึงดันพาลูกกลับไปอยู่กับตน โรราได้ยินดังนั้นจึงยอมตัดใจและบินกลับบ้านตามลำพังโดยร้องไห้คิดถึงลูกตลอดทาง ขณะที่ชินเองก็ร้องหาแม่ด้วยความหวาดกลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเช่นกัน

หลังพลัดพรากจากลูกรัก โรราก็พัฒนาหุ่นแอนดรอยด์ระบบเอไอเลียนแบบนัมชิน โดยรุ่นแรกเป็นหุ่นเด็กชายชื่อ “นัมชินวัน” ครั้นนัมชินวันเรียกเธอว่า “แม่” โรราก็ขอให้นัมชินวันเรียกแม่อีกครั้ง นัมชินวันเห็นโรราร่ำไห้คิดถึงลูกจึงท่องกฏข้อที่หนึ่ง (ซึ่งระบุให้กอดคนที่กำลังร้องไห้) แบบเสียงดังฟังชัด และตรงเข้ากอดโรราทันที แม้นัมชินวันจะแลดูเหมือนนัมชินทุกอย่าง แต่ยังมีข้อเสียคือเดินลงบันไดไม่ได้ ทำให้ตกลงมานอนนิ่งและลุกขึ้นเองไม่ได้

หกปีต่อมา (ปี 2004) นัมชินวัย 14 ปี นั่งเหม่อมองม้าในคอกของปู่ที่กรุงโซล ขณะเดียวกันโรราซึ่งอยู่ที่สาธารณรัฐเช็กนั่งมองรูปลูกชายในปัจจุบันอย่างครุ่นคิด ก่อนพัฒนาหุ่นแอนดรอยด์ระบบเอไอรุ่นใหม่โดยเลียนแบบลูกชายที่เติบโตเป็นวัยรุ่น เธอใช้เวลาสร้างและอัพเกรดหุ่นยนต์ใหม่นานสองปี แถมหุ่นตัวนี้ยังมาพร้อมนาฬิกาข้อมือซึ่งถูกใช้เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงาน หลังโรราสวมนาฬิกาให้แล้วหุ่นยนต์ตัวดังกล่าวก็ลืมตาและแนะนำตัวว่า “ผมคือหุ่นยนต์เอไอ…นัมชินทู” จากนั้นก็ทักด้วยความแปลกใจว่าทำไมแม่ถึงเตี้ยลง โรราจึงอธิบายว่าเธอไม่ได้เตี้ยลงแต่นัมชินทูต่างหากที่ตัวสูงใหญ่ขึ้น โรราพานัมชินทูลงบันไดหลังเคยพลัดตกตอนเป็นนัมชินวัน ปรากฏว่านัมชินทูสามารถวิ่งขึ้นลงบันไดได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนมนุษย์ นัมชินทูเห็นแม่ยิ้มอย่างมีความสุขก็รู้สึกสงสัยว่าแม่ยิ้มได้ยังไง และบอกแม่ว่าตนอยากยิ้มได้เหมือนแม่ โรราเองก็อยากเห็นหุ่นยนต์นัมชินยิ้มให้จึงสัญญาว่าจะพัฒนาให้หุ่นยนต์นัมชินสามารถยิ้มได้

หลังจากนั้นโรราก็พัฒนาหุ่นยนต์นัมชินรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัยไฮเทคมากขึ้น โดยนำหมึกชีวภาพ (Bioinks) มาใช้ในส่วนของเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ ฯลฯ เพื่อความสมจริงยิ่งขึ้น ในที่สุด หุ่นยนต์เอไอ “นัมชินทรี” ที่มีความคล้ายคลึงมนุษย์มากที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์ในอีกสิบเอ็ดปีต่อมา (ปี 2015)

โรราเห็นนัมชินทรียิ้มให้ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ ถึงกระนั้นเธอก็อดคิดถึงลูกชายไม่ได้ นัมชินทรี (ซึ่งมาพร้อมสมาร์ทวอทช์) เห็นแม่ร้องไห้จึงตรงเข้าไปกอดพลางเอ่ยถึงกฏข้อที่หนึ่ง (เวลาเห็นคนร้องไห้ให้เข้าไปกอด) ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน โรราได้ยินดังนั้นก็น้ำตาไหลพราก เธอตบไหล่นัมชินทรีเบาๆ แทนคำชม นัมชินทรีเข้าใจความหมายจึงยิ้มออกมา

นัมชินในวัย 28 ปี นั่งฟังเพลงพลางอ่านบทความเกี่ยวกับแม่ระหว่างเดินทางไปสนามบิน (หัวข้อบทความถามถึงสุดยอดวิศวกรหุ่นยนต์ที่หายตัวไปเมื่อ 20 ปีก่อน) ในเวลาเดียวกันนั้น ทีมบอดี้การ์ดของนัมชินกำลังเตรียมความพร้อมอยู่ที่สนามบิน หัวหน้าทีมกำชับให้ทุกคนเฝ้าระวังปาปารัสซี่และห้ามไม่มีภาพแอบถ่ายหลุดรอดออกมาได้โดยเด็ดขาด หากพบใครกำลังแอบถ่ายให้พังกล้องแล้วจ่ายเงินค่าเสียหายทันที “คัง โซบง” เห็นหัวหน้าทีมเตรียมซองเงินอย่างหนา (เงินชดเชยกรณีพังกล้อง) มาไว้ให้พวกตนก็ถึงกับตาโต ครั้นชินใกล้มาถึงทุกคนก็รีบวิ่งไปประจำแหน่ง ชินลงจากรถแล้วเห็นป้ายโฆษณาพีเคกรุ๊ป (ผู้ผลิตรถยนต์) ของปู่ก็หยุดมองก่อนแสยะยิ้มแล้วเดินเข้าไปในสนามบิน

โซบงเห็นนักข่าว “โช กีจา” กำลังแอบถ่ายภาพจึงรีบวิ่งไปจัดการ นักข่าวโชจะขับรถหนีแต่โซบงขวางหน้ารถไว้ ก่อนบุกเข้าไปนั่งในรถแล้วหยิบกล้องขึ้นมาสำรวจ ครั้นเห็นว่าทุกคนเข้าไปในสนามบินหมดแล้วทั้งคู่ก็ยิ้มและดีใจที่ทำสำเร็จ ที่แท้ทั้งคู่เป็นเพื่อนซี้และเตี๊ยมกันมาก่อน หลังแบ่งเงิน (ค่าเสียหาย) คนละครึ่งแล้ว นักข่าวโชก็สวมนาฬิกาที่สามารถถ่ายรูปได้ให้โซบง ปรากฏว่าบอดี้การ์ดอย่างโซบงคิดแอบถ่ายวีไอพี (คนที่เธอได้รับมอบหมายให้มาปกป้องซึ่งในที่นี้คือนัมชิน) แล้วนำรูปมาขายให้เพื่อนรักนักข่าวเสียเอง โซบงจับจี้รูปหัวใจพลางเปรยว่านี่เป็นครั้งแรกที่เธอใช้กล้องแอบถ่ายจึงต้องระวังไม่ให้ถูกจับได้ (โซบงจะจับจี้ดังกล่าวทุกครั้งที่ลุ้นหรือเป็นกังวล) นักข่าวโชได้ยินว่าชินเพิ่งเปลี่ยนจากการเดทกับดารามาเป็นสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวงดัง จึงเสนอว่าจะจ่ายให้สองเท่าหากโซบงถ่ายรูปคู่ควงคนใหม่ของชินได้

โซบงรายงานหัวหน้าทีมว่าเธอพังกล้องและจ่ายค่าเสียหายให้นักข่าวแล้ว ครั้นหัวหน้าทีมประณามคนที่หากินด้วยการแอบถ่ายและขายรูปคนอื่นว่าเป็นพวกเศษสวะ โซบงก็ท่องคติเตือนใจที่หัวหน้าพร่ำสอนว่า คนเราต้องหาเลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อโซบงกลับมายืนสมทบกับเหล่าบอดี้การ์ดหน้าห้องรับรองพิเศษของสนามบิน เพื่อนๆ บอดี้การ์ดต่างพากันยกนิ้วโป้งให้เธอ เมื่อบอดี้การ์ดสาวที่ยืนข้างๆ โซบงเหลือบมองในห้องแล้วเห็นว่านักร้องดังคือคู่ควงคนใหม่ของชินก็รู้สึกตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ โซบงจึงเตือนบอดี้การ์ดสาวว่าหน้าที่ของพวกตนคือการปกป้องชีวิตส่วนตัวของวีไอพี และให้มองตรงไปข้างหน้าถ้าไม่อยากโดนไล่ออก แต่เธอกลับคอยเหลือบมองชินแล้วแอบกดชัตเตอร์รัวๆ

พอได้ภาพที่ต้องการแล้วโซบงก็ขอตัวไปห้องน้ำ เธอถอดนาฬิกาออกมาแกว่งเล่นอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งคว้าข้อมือเธอไว้ ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวคือชิน เขาหยิบนาฬิกาไปดูแล้วถามโซบงว่ามีกล้องแอบถ่ายซ่อนอยู่ใช่ไหม แม้จะถูกจับได้คาหนังคาเขาแต่โซบงพยายามทำใจดีสู้เสือโดยโกหกว่าเธอยึดนาฬิกามาจากนักข่าว (เธอเรียกชินว่า “ผอ.นัม”) ชินเขวี้ยงนาฬิกาลงกับพื้นเต็มแรง จนนาฬิกาแตกเป็นเสี่ยงๆ เขาสงสัยว่าภาพที่ถูกโพสต์ลงในเน็ตก่อนหน้านี้เป็นฝีมือเธอด้วย โซบงปฏิเสธและชี้ว่าเขาเข้าใจผิด ชินแย้งทันควันว่าเธอโกหกเพราะก่อนหน้านี้เธอเพิ่งแอบถ่ายรูปตน ตนลงทุนจูบผู้หญิง (ทั้งที่ไม่รู้สึกพิศวาสอะไร) เพราะอยากจับโซบงให้ได้คาหนังคาเขา

โซบงยืนกรานว่าตนไม่ได้แอบถ่ายและเถียงหัวชนฝาว่าเป็นฝีมือปาปารัสซี่ ชินตะคอกเสียงดังลั่นว่ากล้าดียังไงถึงได้โกหกตน พูดจบเขาก็ตบหน้าโซบงสุดแรงจนเธอล้มหน้าคว่ำ เหล่าคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันหยิบมือถือมาบันทึกภาพและประณามชินที่ใช้ความรุนแรง ชินเห็นดังนั้นจึงเกรี้ยวกราดใส่ทุกคน เมื่อทีมบอดี้การ์ดเข้ามาระงับเหตุการณ์ ชินจึงฉวยโอกาสชิ่งหนีไป โซบงเหลือบเห็นชิ้นส่วนนาฬิกาแอบถ่ายกระจายอยู่บนพื้นจึงเอื้อมมือไปเก็บ แต่ “จี ยองฮุน” เห็นเข้าเสียก่อนเลยชิงหยิบขึ้นมาดูและบอกเธอว่าไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง จากนั้นก็ถามหาชิน

หัวหน้าทีมบอดี้การ์ดรายงานว่าชินขึ้นเครื่องแล้วแต่เขาจองตั๋วไปแอลเอแบบเที่ยวเดียว ยองฮุนจึงรีบขึ้นเครื่องตามไปแต่กลับพบว่าชินไม่อยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าว ทันใดนั้น ชินก็โทรฯ มาเย้ยจากเครื่องบินอีกลำซึ่งกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ยองฮุนขอให้ชินพรีเซนต์รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (รถยนต์ไร้คนขับ) ก่อนแล้วอยากไปไหนค่อยไป ชินแย้งว่าตนชอบเครื่องบินมากกว่ารถยนต์ ยองฮุนชักเริ่มหงุดหงิดจึงถามว่าชินจะไปไหนกันแน่ เขาเกรงว่าถ้าประธานนัมรู้เข้าจะเป็นเรื่อง ชินถามกลับว่าเรื่องที่ตนทำร้ายผู้หญิงแพร่สะพัดในโลกโซเชียลหรือยัง ที่แท้ชินวางแผนสร้างสถานการณ์เอาไว้ตั้งแต่ต้น เขาอ้างว่าตนกำลังตกเป็นข่าวฉาวขืนแบกหน้าไปพรีเซนต์จะส่งผลเสียต่อรถยนต์รุ่นใหม่ไร้คนขับซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของพวกตน ที่ตนจะหายตัวไปเพราะเห็นแก่ภาพลักษณ์บริษัท คนร้ายกาจอย่างปู่กับคนที่เต็มไปด้วยพิษสงอย่างกรรมการซอคงชอบใจน่าดูที่ตนไม่อยู่ เขาบอกให้ยองฮุนเลิกเป็นเงาตามตัวตนและวางสายไป

โซบงถูกหัวหน้าทีมบอดี้การ์ดตำหนิอย่างรุนแรงที่แอบถ่ายวีไอพีในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เสียเอง ยองฮุนเห็นดังนั้นจึงเดินมาห้ามและบอกให้หัวหน้าทีมบอดี้การ์ดทำเรื่องลาออกให้โซบง พร้อมทั้งทำหนังสือแจ้งไปยังสมาคมเพื่อไม่ให้โซบงเป็นบอดี้การ์ดได้อีกต่อไป โซบงได้ยินแล้วถึงกับช็อค เธอนำเศษซากนาฬิกาไปคืนนักข่าวโช พอรู้ว่าโซบงตกงานนักข่าวโชก็รู้สึกผิดและอดเป็นห่วงไม่ได้ โซบงแย้งว่าตนงกและอยากทำเอง จากนั้นก็พูดเหมือนไม่แยแส (แต่ในใจแสนเจ็บปวด) ว่าต่อให้ต้องไปอารักขาหมาของคนรวยตนก็จะทำ พูดจบโซบงก็เดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง เมื่อชินโทรฯ มาหา นักข่าวโชก็รายงานว่าโซบงยังไม่รู้ความจริง เธอถามกึ่งโวยว่าทำไมต้องตบหน้าโซบงด้วยในเมื่อพวกตนวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ต้น เธอรู้สึกผิดที่ไม่ได้บอกโซบง และกลัวว่าถ้าโซบงรู้ทีหลังมีหวังตนตายแน่ แถมโซบงยังโดนไล่ออกอีกด้วย ชินขี้เกียจฟังนักข่าวโชพูดพล่ามจึงตัดบทด้วยการวางสายใส่ทันที

ช่วยแชร์หน่อยนะ