ซีรี่ย์จีน : 13 ศพ แม่น้ำโขง (Drug Case On Mekong River)

ซีรี่ย์จีน : 13 ศพ แม่น้ำโขง (Drug Case On Mekong River) ณ ด่านต่าลั่ว ในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน “เกาเหยี่ย” หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด ประจำสำนักงานความมั่นคงสาธารณะแห่งเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา รับสาย “เหลียงฮวน” ก่อนถามว่าสถานการณ์เป็นไงบ้าง เหลียงฮวนรายงานว่า “ฟางลี่” (พ่อค้ายาเสพติด) กับ “เซี่ยงหง” (กิ๊กของฟางลี่ / สายของเกาเหยี่ย) น่าจะออกจากบ้านในไม่ช้า

เกาเหยี่ยถามว่าก่อนหน้านี้ฟางลี่ติดต่อใครบ้าง เหลียงฮวนกล่าวว่าเมื่อสิบนาทีก่อนฟางลี่ได้โทรฯ บอกเลขาฯ ว่าเช้านี้จะไม่เข้าบริษัท เขาจะไปหาหมอฟันที่คลินิคทันตกรรมโจวต้าหมิง ในอาคารหัวเม่าบนถนนหลงเฉวียน ตนให้ “เฉียงจื่อ” ไปดักรอก่อนแล้ว เกาเหยี่ยกำชับเหลียงฮวนให้คอยจับตาดูฟางลี่ อย่าให้ฟางหลี่หลุดมือไปได้ หลังวางสายจากเหลียงฮวน เกาเหยี่ยก็ได้รับแจ้งจาก “หยางเจี๋ย” ว่าพบรถบรรทุกต้องสงสัยแล้ว (หยางเจี๋ยเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดตรวจของด่านต่าลั่ว) เกาเหยี่ยซึ่งรออยู่ที่รถรีบทานยา เมื่อหยางเจี๋ยวิ่งมาหาพลางบอกว่ารถบรรทุกต้องสงสัยกำลังจะผ่านด่านเข้ามาแล้ว ทั้งคู่จึงตามรถขนซุงไป

* ยูนนาน (อวิ๋นหนาน) เป็นมณฑลที่อยู่ใต้สุดของประเทศจีน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศข้างเคียงเป็นระยะทาง 4,060 กิโลเมตร โดยติดต่อกับประเทศพม่าทางทิศตะวันตก ประเทศลาวทางทิศใต้ และประเทศเวียดนามทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ (ข้อมูลจาก: วิกิพีเดีย)

* เหลียงฮวน (ชื่อตัวละคร) เป็นรองหัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด ประจำสำนักงานความมั่นคงสาธารณะแห่งเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา
* หยางเจี๋ย (ชื่อตัวละคร) เป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติด ทำงานที่เดียวกับเกาเหยี่ยและเหลียงฮวน

วันที่ 5 ตุลาคม 2554 เวลา 9.00 น. ณ ลำน้ำโขงในน่านน้ำของประเทศพม่า กัปตันจางแห่งเรือซิงเซิ่งพบว่าเรือสินค้าที่แล่นอยู่ข้างหน้าคือเรือสัญชาติจีนชื่อ “หย่วนผิง” ซึ่งมี “หลี่ฉางเกิน” เป็นกัปตันเรือ เขาจึงเปิดหวูดทักทายและพูดคุยกันตามประสาเพื่อนผ่านวิทยุสื่อสารอย่างสนิทสนม ก่อนนัดสังสรรค์กันที่อ. เชียงแสน จ. เชียงราย… ในเวลาเดียวกันนั้นเกาเหยี่ยกับหยางเจี๋ยกำลังติดตามรถบรรทุกซุงที่ออกจากสิบสองปันนามุ่งหน้าไปยังเมืองคุนหมิง (สายรายงานว่าบนรถมียาเสพติด) หลังตามไปได้สักพักหยางเจี๋ยจึงจอดรถแล้ววิทยุแจ้ง “จ้าวเหว่ย” ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานให้รับไม้ต่อ โดยบอกว่ารถบรรทุกต้องสงสัยกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดที่จ้าวเหว่ยดักรอ อีกด้านหนึ่งในเมืองคุนหมิง (เมืองเอกของมณฑลยูนนาน) เหลียงฮวนและคู่หูกำลังตามประกบฟางลี่กับเซี่ยงหงที่กำลังมุ่งหน้าไปยังคลินิกหมอฟัน

ณ ห้องบรรยายภายในอาคารฝึกอบรมดาบตำรวจ ที่มหาวิทยาลัยความมั่นคงสาธารณะในกรุงปักกิ่ง ขณะที่ “เจียงไห่เฟิง” ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ กำลังบรรยายอยู่บนเวที “กวนชิ่งหลิน” รองผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงสาธารณะแห่งมณฑลยูนนาน และผู้อำนวยการกองปราบปรามยาเสพติดแห่งมณฑลยูนนาน (ซึ่งอยู่ที่ศูนย์บัญชาการสำนักปราบปรามยาเสพติดในเมืองคุนหมิง) ได้โทรฯ มารายงานว่า รถบรรทุกต้องสงสัยผ่านด่านต่าลั่วตามเวลาที่กำหนดและกำลังมุ่งหน้ามายังเมืองคุนหมิง แต่ตนรู้สึกว่ามันแปลกๆ เพราะถ้ามียาเสพติด 300 กก. อยู่ในรถสองคันนั้นจริง ทำไมฟางลี่ถึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อนทั้งๆ ที่เขามีหน้าที่รับของในประเทศจีน เจียงไห่เฟิงได้ยินดังนั้นจึงแนะนำให้เปลี่ยนแผน โดยบอกว่าเมื่อของไปถึงคุนหมิงและมีการส่งมอบให้ฟางลี่แล้ว ให้เข้าจับกุมแบบคาหนังคาเขาทันที กวนชิ่งหลินแย้งว่าพวกตนต้องการสาวให้ถึงตัวการใหญ่ เป้าหมายคือการใช้สินค้าล็อตนี้เพื่อทลายเครือข่ายกลุ่มซูโว่ในประเทศจีนให้สิ้นซากและจับกุมผู้ค้ายาทั้งหมดในคราวเดียว ไม่ใช่แค่จับฟางลี่ เจียงไห่เฟิงชี้ว่าการที่ฟางลี่เคลื่อนไหวผิดปกติแสดงว่าของล็อตนี้มีปัญหา เขาชี้ว่างานนี้พวกตนไม่อาจพลาดเลยจำต้องเปลี่ยนแผน กวนชิ่งหลินไม่มีทางเลือกจึงทำตามแต่โดยดี

เจียงไห่เฟิงกลับมาบรรยายต่อได้ไม่นานก็ต้องขอตัวออกไปรับสายเกาเหยี่ย เกาเหยี่ย (ซึ่งเรียกเจียงไห่เฟิงว่าอาจารย์) เห็นด้วยที่เจียงไห่เฟิงสั่งเปลี่ยนแผน เจียงไห่เฟิงชี้ว่าตนเปลี่ยนแผนเพราะกลัวเซี่ยงหงแจ้งข่าวลวงแก่เกาเหยี่ย และเกรงว่าบนรถต้องสงสัยอาจไม่มีของ แต่เกาเหยี่ยยังคงเชื่อมั่นในตัวเซี่ยงหงและมองว่านี่เป็นโอกาสจับกุมซูโว่ เจียงไห่เฟิงแย้งว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาห่วงเรื่องนั้น ตอนนี้งานของเกาเหยี่ยคือทำภารกิจที่อยู่ตรงหน้าให้สำเร็จและห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ด้านเมืองคุนหมิง…เซี่ยงหงขับรถลงไปยังลานจอดรถใต้ดินเพื่อพาฟางลี่ไปหาหมอฟัน เหลียงฮวนและคู่หูซึ่งขับรถตามมาโดยตลอด จึงดักรออยู่หน้าอาคาร (เซี่ยงหงรู้แต่แรกว่าตำรวจขับตามเธอมา) ส่วนที่สิบสองปันนา ชายบนรถบรรทุกขนซุงไหวตัวทันจึงสั่งให้คนขับเปลี่ยนเส้นทางกระทันหัน จ้าวเหว่ยจึงวิทยุแจ้งเกาเหยี่ยว่ารถบรรทุกเป้าหมายออกนอกทางด่วนแล้ว ตนกำลังตามไปติดๆ

หลังได้ยินเสียงปืนเหลียงฮวนและคู่หูจึงรีบวิ่งลงไปยังลานจอดรถใต้ดิน ทั้งคู่พบฟางลี่นอนจมกองเลือดเสียชีวิต ขณะที่เซี่ยงหงหายตัวไป ครั้นทราบข่าวเกาเหยี่ยก็รู้สึกตกใจ เขาสั่งให้ลูกทีมตามหาเซี่ยงหง และแจ้งจ้าวเหว่ยให้เลิกสะกดรอยตาม แต่จ้าวเหว่ยกลับฝ่าฝืนคำสั่งและยังคงตามต่อเพราะเชื่อว่าบนรถมียาเสพติด ซ้ำยังปิดอุปกรณ์สื่อสาร กวนชิ่งหลินโทรฯ บอกเกาเหยี่ยให้ยุติแผน ทั้งยังสั่งให้เกาเหยี่ยไปบอกจ้าวเหว่ยให้เลิกติดตามรถต้องสงสัยเพราะอาจมีกับดัก แต่ทว่าในตอนนั้นจ้าวเหว่ยได้แสดงตัวเป็นตำรวจโดยเปิดไซเรนไล่สกัดรถบรรทุกบนเส้นทางขึ้นเขา คู่หูจ้าวเหว่ยพยายามขับปาดแซงแต่รถบรรทุกเบี่ยงปิดทาง หลังจากนั้นไม่นานสลิงรัดซุงก็ขาดผึง ท่อนซุงเลยกลิ้งตกลงมากระแทกใส่รถจ้าวเหว่ยและคู่หูทำให้รถเสียหลักและพลัดตกเขา

กวนชิ่งหลินโทรฯ แจ้งเจียงไห่เฟิงว่าฟานลี่ถูกลอบสังหาร เซี่ยงหงหายตัวไป แถมรถตำรวจยังตกเขาขณะติดตามรถบรรทุกต้องสงสัย ตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของสองตำรวจที่อยู่ในรถ แต่สามารถสกัดรถบรรทุกต้องสงสัยเอาไว้ได้แล้ว อยู่ในระหว่างค้นหาของกลาง เจียงไห่เฟิงสั่งให้รีบตามหาและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทั้งสองนาย และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหาตัวเซี่ยงหงให้เจอ จะได้รู้ตัวคนร้ายที่ฆ่าฟางลี่ เขายังบอกด้วยว่าเกาเหยี่ยจะร่วมทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจในครั้งนี้ ส่วนตนจะเดินทางไปคุนหมิงพรุ่งนี้เช้า

* เก็บตก: เจียงไห่เฟิงบรรยายบนเวทีว่า ปัจจุบันนี้ผู้ค้ายาที่ทางตำรวจจับได้มักมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีที่สุดและประสิทธิภาพสูงอยู่ในความครอบครอง ดังนั้น การปราบปรามยาเสพติดในยุคนี้จะมัวใช้ยุทธวิธีเดิมๆ แบบแมวไล่จับหนูไม่ได้อีกต่อไป แต่จะต้องประชันกับคนร้ายเรื่องความทันสมัยไฮเทค (เขายังพูดไม่จบเพราะมีสายเข้าตลอด)

ช่วงเช้า วันที่ 5 ตุลาคม 2554 ขณะที่เรือสินค้าซิงเซิ่งและหย่วนผิงกำลังล่องไปตามลำน้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อยู่ๆ ก็มีกลุ่มชายชุดดำอำพรางใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือขับเรือเร็วสองลำมาดักปล้น (โจรสลัดน้ำจืด) กัปตันเรือทั้งสองจึงแจ้งเตือนกันก่อนลดความเร็วและดับเครื่องยนต์ ทุกคนบนเรือทั้งสองลำต่างยอมจำนนแต่โดยดี ยามค่ำคืน ณ กรุงปักกิ่ง เจียงไห่เฟิงรีบเดินทางกลับไปที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ หลังกวนชิ่งหลินโทรฯ แจ้งว่าวันนี้เมื่อเวลา 11.50 น. บนลำน้ำโขงบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ขณะที่เรือสินค้าสัญชาติจีน “ซิงเซิ่ง” และ “หย่วนผิง” ได้แล่นเข้าเขตน่านน้ำไทยบริเวณ อ. เชียงแสน จ. เชียงราย ห่างจากจุดบรรจบของแม่น้ำแม่สายและแม่น้ำโขงราว 3 กม. อยู่ๆ เรือจีนทั้งสองลำก็ถูกทหารไทยกราดยิง ลูกเรือ 13 คนบนเรือทั้งสองลำหายตัวไปไม่ทราบชะตากรรม ปัญหาคือทหารและตำรวจไทยพบยาบ้ามูลค่าราว 20 ล้านหยวน (ราว 93 ล้านบาท) บนเรือสองลำ

กวนชิ่งหลินยังบอกด้วยว่า “กัวต้าฉี” หัวหน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติด ประจำสำนักงานความมั่นคงสาธารณะแห่งเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ได้ไปถึงที่เกิดเหตุแล้วเมื่อเวลา 19.00 น. แต่ตำรวจไทยไม่อนุญาตให้เขาขึ้นไปตรวจสอบบนเรือ เจียงไห่เฟิงฝากกำชับกัวต้าฉีให้รีบซักถามความจริงจากผู้เห็นเหตุการณ์โดยด่วน และให้ร่วมมือกับตำรวจไทยอย่างเต็มที่ในการตามหาลูกเจือจีนทั้ง 13 คนที่หายไป ตนจะรีบรายงานเรื่องนี้ให้ท่านรัฐมนตรีทราบ หากมีความคืบหน้าให้รายงานตนทันที

ณ ห้องทำงานเจียงไห่เฟิงที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ผู้ใต้บังคับบัญชาเปิดรายงานข่าวจากเว็บไซต์บางกอกโพสต์ให้เจียงไห่เฟิงดู รายงานข่าวระบุว่าวันที่ 5 ตุลาคม ตำรวจไทยได้รับแจ้งว่าเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติจีนสองลำลักลอบขนยาเสพติดบนลำน้ำโขงในเขต อ. เชียงแสน จ. เชียงราย ณ ที่เกิดเหตุพบเรือสองลำและเกิดการยิงต่อสู้กับคนร้ายที่อยู่บนเรือซึ่งมีอาวุธครบมือ หนึ่งในนั้นโดนวิสามัญที่เหลือหลบหนีไปได้ ตำรวจไทย พบยาบ้า 920,000 เม็ด และปืนเอสเค 47 จำนวน 1 กระบอกบนเรือสินค้าจีนสองลำ

ณ เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน เกาเหยี่ยทานยาพลางโทรฯ บอกกัวต้าฉี (ซึ่งอยู่ที่ จ. เชียงราย) ให้รีบส่งผลพิสูจน์ยาเสพติดที่อยู่ในมือมาให้ตน กัวต้าฉีเตือนว่าเกาเหยี่ยปกป้องตัวเองยังไม่ได้ จึงไม่ควรหาเรื่องใส่ตัว เกาเหยี่ยชี้ว่าคดีนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เพราะถ้าหากเซี่ยงหงแจ้งข่าวลวงแก่ตนรถสองคันนั้นก็ไม่ควรมียาเสพติด แต่นี่พวกตนกลับเจอยาเสพติดมากถึง 300 กก. ซ้ำยังเป็นยาชนิดที่มีคุณภาพสูงและหายาก แล้วกัวต้าฉีเองเพิ่งบอกตนว่าพบยาบ้าคุณภาพสูงบนเรือสินค้าจีนสองลำ ในเมื่อเป็นยาบ้าคุณภาพสูงเหมือนกันตนเลยอยากนำผลการตรวจพิสูจน์มาลองเปรียบเทียบกันดู

“อวี๋ฮุ่ย” (ภรรยาเกาเหยี่ย) มาพบเจียงไห่เฟิงที่ห้องทำงาน ครั้นถูกถามว่าได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง อวี๋ฮุ่ยจึงรายงานว่าข้อมูลที่หน่วยข่าวกรองของไทยบอกตนสอดคล้องกับสิ่งที่เจียงไห่เฟิงบอกตนก่อนหน้านี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาของเจียงไห่เฟิงเข้ามารายงานว่าติงเจี้ยนกำลังติดต่อตำรวจไทยที่เชียงราย เมื่อ “รองรัฐมนตรีห่าว” มาถึงเจียงไห่เฟิงจึงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเร่งประสานตำรวจไทยแล้วเข้าประชุมทันที เหลียงฮวนนำผลพิสูจน์ยาเสพติด 300 กก. (ที่เพิ่งยึดได้) มาให้เกาเหยี่ย ก่อนแจ้งว่ายังไม่พบเบาะแสของเซี่ยหง เขายังบอกด้วยว่าทุกคนเชื่อว่าเซี่ยหงให้ข้อมูลเท็จและเป็นแผนลวง แต่เกาเหยี่ยไม่คิดเช่นนั้น หลังนำผลพิสูจน์ยาเสพติด 300 กก. ที่ยึดได้ในเมืองคุนหมิง มาเปรียบเทียบกับผลพิสูจน์ยาเสพติด (บนเรือสินค้าจีน 2 ลำ) ที่ต้าฉีส่งมาให้ เกาเหยี่ยจึงพบว่ายาเสพติดทั้งสองคดีมีผลการตรวจพิสูจน์ตรงกัน นั่นหมายความว่าลูกเรือจีนทั้ง 13 คนไม่ได้เป็นผู้ค้ายาแต่ถูกกลุ่มซูโว่จัดฉากใส่ร้าย

รองรัฐมนตรีห่าวบอกเจียงไห่เฟิงในที่ประชุมว่า แม่น้ำนานาชาติอย่างลำน้ำโขงได้ชื่อว่าเป็นลำน้ำทองคำที่เชื่อมประเทศ จีน ลาว พม่า และไทย แม้เรือสินค้าขนาดใหญ่ที่สัญจรบนลำน้ำโขงจะมาจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือประชาชนของประเทศที่อยู่ริมสองฝั่งโขง พวกเขาล้วนฝากความหวังไว้กับมหานทีแห่งนี้ คดีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาก แค่แสดงความกังวลอย่างจริงจังผ่านทางการทูตไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ นี่เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของชาติ หากเรือจีนทั้งสองลำมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจริง จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงของจีน รองรัฐมนตรีห่าวสั่งให้เจียงไห่เฟิงนำทีมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเดินทางไปที่ประเทศไทยทันที ภารกิจแรกคือการตามหาลูกเรือจีน 13 คนที่หายไป และตรวจสอบว่าลูกเรือดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจริงหรือไม่

วันรุ่งขึ้น เวลา 10.00 น. ณ สำนักปราบปรามยาเสพติด กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เจียงไห่เฟิงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาบอกกัวต้าฉี (ซึ่งอยู่ที่เมืองไทย) ให้หาข้อมูลเกี่ยวกับชนิด ความบริสุทธิ์ และข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับยาเสพติดที่พบบนเรือจีนทั้งสองลำ จากนั้นก็เรียกประชุมและขอข้อมูลผู้ค้ายาเสพติดบริเวณลุ่มน้ำโขง อวี๋ฮุ่ย (รองผู้อำนวยการศูนย์ข่าวกรอง สำนักปราบปรามยาเสพติด กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ) นำข้อมูลเกี่ยวกับคดียาเสพติดบริเวณสามเหลี่ยมทองคำในรอบสามเดือนมาให้เจียงไห่เฟิง แต่เจียงไห่เฟิงขอข้อมูลย้อนหลังสามปี ทั้งยังฝากเธอไปบอกเกาเหยี่ยให้รอรับคำสั่งจากตน

หลังเลิกประชุม อวี๋ฮุ่ยตามเจียงไห่เฟิงมาที่ห้องทำงาน เธอไม่เห็นด้วยที่จะให้เกาเหยี่ยร่วมสืบคดีลูกเรือจีน จึงกล่าวว่าหลังลูกสาวเธอประสบอุบัติเหตุ เกาเหยี่ยก็ไม่เหมาะที่จะทำคดีใดๆ อีกต่อไป เธอชี้ว่าตนกล่าวในฐานะคนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบคดี เพราะนี่เป็นคดีสำคัญ ทั้งยังเป็นคดีข้ามชาติหากไม่ระวังอาจล้ำเส้นได้ เจียงไห่เฟิงรู้ว่าการตายของ “หยวนหยวน” (ลูกสาวเกาเหยี่ยกับอวี๋ฮุ่ย) ทำให้เกาเหยี่ยกับอวี๋ฮุ่ยเสียใจอย่างรุนแรง แต่เขายังคงมั่นใจในตัวเกาเหยี่ยและเชื่อว่าจะไม่มีผลต่อการรับผิดชอบคดี ที่ผ่านมาเกาเหยี่ยมักเป็นทัพหน้าในการสกัดและปราบปรามยาเสพติดเสมอ เขาเป็นวีรบุรุษตัวอย่างในการปราบปรามยาเสพติดสามปีติดต่อกัน รู้จักมณฑลยูนนานเป็นอย่างดี ไม่มีใครเหมาะสมกว่านี้แล้ว ครั้นอวี๋ฮุ่ยอ้างว่าตนเป็นภรรยาเกาเหยี่ยย่อมรู้ดีที่สุดว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งยังออกตัวว่าเธอแค่กลัวเขาทำงานผิดพลาดไม่เกี่ยวกับความรู้สึกส่วนตัว เจียงไห่เฟิงจึงชี้ว่าตนเป็นผู้บังคับบัญชาและเป็นคนฝึกเกาเหยี่ยเองกับมือจึงรู้จักเกาเหยี่ยดีเช่นนั้น จากนั้นก็ตัดบทว่าเรื่องนี้ตนจะเป็นคนตัดสินใจเอง

ช่วยแชร์หน่อยนะ