ดูซีรี่ย์ The Chair หัวหน้าใหม่ใจเกินร้อย

ดูซีรี่ย์ The Chair หัวหน้าใหม่ใจเกินร้อย ซีรีส์ตลกซีเรียส ผสมดราม่า วิพากษ์สังคมอเมริกันและสังคมโลกโซเชียลมีเดีย หยิบเอาประเด็นดราม่าอ่อนไหวในสังคมมาจิกกัดอย่างเจ็บแสบผ่านเรื่องราวของ คิม จียุน อาจารย์หญิงชาวเกาหลีที่ได้เป็นหัวหน้าคณะวิชาภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

เรื่องนี้สร้างมาในแนว ซีรีส์ตลกดราม่า ปนตลกร้ายซีเรียสในสไตล์อเมริกัน ซึ่งตัวเรื่องเป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของ “คิม จียุน” อาจารย์มหาวิทยาลัยหญิงชาวเกาหลีวัย 51 ปี ซึ่งเพิ่งจะได้รับตำแหน่งหัวหน้าภาคคณะวรรณคดีภาษาอังกฤษคนใหม่ของมหาวิทยาลัย เพมโบรค แล้วเธอก็เป็นผู้หญิงเอเชียคนแรกที่ได้ตำแหน่งนี้ด้วย

แต่เมื่อเปิดเทอมมาวันแรก เธอกลับต้องเจอกับวิกฤตเรื่องที่จะต้องหาทางเพิ่มจำนวนนักศึกษาลงทะเบียนเพิ่มเติม รวมถึงต้องบริหารคณะที่เต็มไปด้วยเหล่าอาจารย์อาวุโสที่ทางมหาวิทยาลัยเล็งจะให้เกษียณออกให้ได้ เธอจึงต้องหาทางรับมือกับสถานการณ์ พร้อมทั้งฝ่าฟันร่วมกับเหล่าอาจารย์ในสาขาวรรณคดี พร้อมกับเรื่องราวฮาๆปนดราม่าโคตรๆที่ถาโถมเข้ามาใส่คณะ ตำแหน่งการทำงาน รวมถึงปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตรักและกับลูกสาวบุญธรรมในแบบที่เธอเองก็ไม่ได้ตั้งตัว รวมถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตการทำงานของมหาวิทยาลัยและความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง รวมถึงความพยายามที่จะเข้าถึงความคิดของนักศึกษา และการเปลี่ยนแปลงระบบมหาวิทยาลัยที่คร่ำครึตกยุคไปแล้ว

ก่อนอื่นต้องชมนักแสดง ซานดร้า โอ นักแสดงหญิงชาวเกาหลีที่มาเติบโตอยู่ในแคนาดา ได้รับบทแสดงนำเป็น จียุน คิม ตัวเอกของเรื่อง ถือว่าทำได้ดีมาก ซึ่งบางคนที่ยังไม่ได้ดูอาจจะรู้สึกแปลกๆว่าหานักแสดงหญิงเกาหลีที่หน้าตาดีกว่านี้มารับบทตัวเอกไม่ได้หรือ แต่ต้องเข้าใจว่าบทของ จียุน คิม ไม่ได้ต้องการนักแสดงหญิงที่หน้าตาดีอะไรนัก แต่ต้องการคนที่ดูมีประสบการณ์ เป็นคนที่มีความพยายามอยากเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และคิดหนักกับการลงมือทำในสิ่งต่างๆ จะหน้าตาอาจจะดูแก่เกินวัยไปบ้าง (ในเรื่องเปิดมาก็มีแซวประเด็นนี้อยู่ ที่อาจารย์ด้วยกันคิดว่าเธออายุ 50 ปีแล้ว ทั้งที่ความจริงเธอเพิ่งจะอายุ 46 ปีเอง) ดังนั้นบทนี้ถูกเขียนมาราวกับต้องการให้ ซานดร้า โอ มาเล่นเลยทีเดียว

ข้อดีของซีรีส์มีอยู่หลายจุดเกินคาด ส่วนมากเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่แฝงอยู่ภายในเรื่อง เพราะหลากหลายประเด็นที่ถูกหยิบมานำเสนอหรือถกกันในเรื่องนี้เป็นเรื่องร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์สังคม การเหยียดผิว เหยียดเพศ ความละเอียดอ่อนเรื่องชาติพันธุ์ การแอนตี้นาซี ที่สำคัญคือการใช้มุกตลกของอาจารย์ยุคเก่าภายในคลาสที่อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยยุคใหม่ การลุกขึ้นมาต่อต้านอาจารย์ของนักศึกษา แนวคิดขวาจัดซ้ายจัดในมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าอะไรที่เป็นประเด็นในสังคมคนรุ่นใหม่ เรื่องนี้จัดมาเพียบ แม้ว่าหลายเรื่องที่เอามาเล่นจะไม่ได้มีข้อสรุปที่ชัดเจนก็ตามที

ส่วนอีกมุมหนึ่งที่คนชื่นชอบสายวรรณกรรมหรือวิจารณ์ภาพยนตร์ดูแล้วน่าจะอินหรือชอบได้ไม่ยาก ก็คือการที่ซีรีส์หยิบเอาเรื่องของวรรณกรรมคลาสสิกและร่วมสมัยในสังคมตะวันตกมาวิพากษ์บางส่วนที่ไปมากกว่าแค่เรื่องตัวบทแต่รวมถึงตัวผู้เขียนผลงานเหล่านั้น ซึ่งหลายประเด็นเป็นสิ่งที่อาจารย์รุ่นเก่าในเรื่องไม่ต้องการเน้นหรือเลี่ยงที่จะพูดถึง แต่มันเป็นสิ่งที่นักศึกษารุ่นใหม่สนใจและชอบถเถียง ซึ่งอาจารย์รุ่นใหม่ในเรื่องรู้ดีว่าถ้าไม่เอามาถกในคลาสหรือปรับปรุงเนื้อหาที่สอนให้มีความทันสมัยไปจนถึงดู “เฟี้ยว” ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้นักเรียนเข้ามากันเต็มคลาสหรือให้ความสนใจได้ ตรงนี้นับว่าสะท้อนความเป็นจริงของมหาวิทยาลัยยุคใหม่พอสมควร เพราะสถานการณ์ปัจจุบันนี้ หากคณะหรือสาขาวิชาใดที่ไม่ได้รับความสนใจจากนักศึกษามากพอแล้วนักศึกษาลดลงเรื่อยๆ เหล่าอาจารย์อาวุโสที่สอนก็จะถูกขอให้ประเมินตนเองหรืออาจถึงขั้นบีบให้เกษียณออกไป ซึ่งสถานการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจริงๆกับสาขาด้านวรรณคดีที่คนรุ่นใหม่สนใจน้อยลงเรื่อยๆ แต่คนรุ่นใหม่จะสนใจเป็นพิเศษหากเอาวิชาเหล่านั้นมาผูกโยงกับประเด็นที่พวกเขาสนใจเช่น เรื่องเพศ ปัญหาความรุนแรง ชีวิตรักหรือปัญหาความรุนแรงของผู้เขียนเหล่านั้น เป็นต้น

อีกจุดหนึ่งที่ซีรีส์ “แอบกัด” ได้อย่างเจ็บแสบคันๆ ก็คือทัศนคติของอาจารย์รุ่นเก่าๆ ที่ตามไม่ทันโลก เสมือนตัวแทนของคนยุคเก่า แต่ในขณะเดียวกันมันก็แอบจิกกัดความ “เยอะ” ของคนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนจะแอนตี้และละเอียดอ่อนไปซะทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นชาติพันธุ์ ความเท่าเทียม เรื่องทางเพศ ซึ่งตรงนี้ผู้สร้างซีรีส์ก็อาจจะแอบใส่มาเพื่อล้อและให้เราฉุกคิดเหมือนกันว่าบางครั้งพวกเราเยอะตามกระแสต่างๆที่เกิดขึ้นในโซเชียลมากไปหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่าบางประเด็นมันก็ไม่น่าแปลกที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่หรือเป็นดราม่าในสายตาคนยุคใหม่เวลานี้

ข้อเสียของเรื่องก็มีอยู่พอสมควร ในแง่การเล่าเรื่องที่บางอย่างดูเหมือนเป็นการปูปมเอาไว้แต่ใช้ไม่ค่อยคุ้ม หรือการจงใจ “ยัดเยียด” สถานการณ์ดราม่าหลายอย่างเข้าใส่ตัวละครเอกและคนรอบข้างในเรื่องมากเกินไปหน่อย เพราะเอาเข้าจริงบางเรื่องมันก็ไม่น่าจะเป็นดราม่าขึ้นมาได้แบบนั้น นอกจากนี้มุกตลกในเรื่องก็เป็นแนวตลกซีเรียสที่เฉพาะตัวเอามากๆ อาจจะเข้าใจยากไปหน่อย

ส่วนชื่อเรื่อง The Chair ก็เป็นการสื่อออกมาในตอนท้ายของเรื่องราว ที่เหล่าอาจารย์และผู้เกี่ยวข้องไม่กี่คนมาประชุมหาทางออกกันบนโต๊ะ แต่กลับละเลยปัญหาที่เกิดขึ้นจริงภายนอก สมชื่อเรื่อง ที่เหมือนต้องการจิกกัดสังคมและองค์กรหรือหน่วยการปกครองในยุคนี้ว่าแก้ปัญหาจากการประชุมนั่งโต๊ะ หรือเรียกง่ายๆว่าหอคอยงาช้าง แต่ไม่ได้ลงไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงที่รากฐานของปัญหาอย่างจริงจัง สุดท้ายมันก็วนลูปกลับมาที่เดิมนั่นเอง

สรุปภาพรวมแล้ว นี่เป็นซีรีส์แนวตลก + ดราม่า ที่จับกระแสและบริบทในสังคม รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาละเอียดอ่อนที่เกิดขึ้นมาบอกเล่าในแง่มุมของตลกดราม่าที่พอเราได้ดูแล้วก็อาจจะคิดย้อนกลับมาที่ตัวเราเองมากขึ้น รวมถึงนำเสนอปัญหาความต่างด้านทัศนคติของคนยุคเก่าและยุคใหม่ก็เป็นได้

ช่วยแชร์หน่อยนะ