ซีรี่ย์จีน ล่าขุมทรัพย์ปริศนา (The Lost Tomb)

ซีรี่ย์จีน ล่าขุมทรัพย์ปริศนา (The Lost Tomb) ดัดแปลงมาจากนิยายชุด “盗墓笔记” (Daomu Biji) ของ “หนานพ่ายซานซู” ซึ่งถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน” เนื้อหาในละครมีรายละเอียดแตกต่างจากนิยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเอกของเรื่องอย่าง “อู๋เสีย” ซึ่งเป็นพ่อค้าวัตถุโบราณและทายาทนักขุดสุสานในนิยาย แต่กลายเป็นลูกชายนักโบราณคดีและผู้ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติในเวอร์ชั่นละคร

“อู๋เสีย” เป็นทายาทตระกูลอู๋ซึ่งอดีตเคยเป็นหนึ่งในเก้าตระกูลนักขุดสุสานอันเลื่องชื่อ หลังจากบิดามารดาซึ่งเป็นนักโบราณคดีถูกสังหารโดยกลุ่มโจรปล้นสุสานชาวต่างชาติขณะพยายามปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ คนสกุลอู๋จึงส่งเขาไปเรียนที่เยอรมนีเพื่อความปลอดภัย ด้วยความที่เป็นสายเลือดของนักโบราณคดี อู๋เสียจึงเจริญรอยตามบิดามารดาในการปกป้องและทวงคืนสมบัติโบราณจากชาวต่างชาติ หลังพบบันทึกเก่าแก่ (ลายแทง) ในยุคจ้านกว๋อที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสุสานลับในยุคโบราณ เขาจึงขอให้ “อู๋ซานเซิ่ง” (อาสาม) ช่วยไขปริศนา พอรู้ว่าสุสานดังกล่าวกำลังตกเป็นเป้าหมายของชาวต่างชาติ อู๋เสียจึงติดตามอาสามและคณะซึ่งประกอบด้วยอดีตทหารที่เคยร่วมรบในสงครามเวียดนามอย่าง “พานจื่อ” และชายหนุ่มผู้ลึกลับ “จางฉี่หลิง” ตามลายแทงไปที่สุสานโบราณของ “หลู่ซางอ๋อง” หมายปกป้องสมบัติชาติและสำรวจความเร้นลับของ “ตำหนักหลู่อ๋องเจ็ดดารา” ขณะสำรวจสุสานโบราณอู๋เสียได้พบกับ “หวังพ่างจื่อ” พ่อค้าวัตถุโบราณย่านพานเจียหยวนในกรุงปักกิ่งซึ่งเข้ามาสำรวจสุสานเช่นกัน และยังช่วยชีวิต “อาหนิง” อีกด้วย อู๋เสียและพวกต้องพบเรื่องราวแปลกประหลาด เร้นลับ และเต็มไปด้วยอันตรายนานัปการ แต่ยิ่งสำรวจก็ยิ่งเจอปริศนาทำให้พวกเขาต้องเดินหน้าไขคำตอบและผจญภัยต่อไป

“อู๋เสีย” เปิดดูสมุดบันทึกเก่าๆ เล่มหนึ่ง (มีบางหน้าถูกฉีกออกไป) พลางบอกคนดูว่า นี่คือสมุดบันทึกของปู่ตน ภายในบันทึกเรื่องราวอันเหลือเชื่อเอาไว้มากมาย เขาเรียกมันว่า “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน” ปู่ของเขาเขียนบันทึกเล่มดังกล่าวในยุคที่บ้านเมืองเกิดภัยสงครามเป็นเหตุให้ผู้คนต่างพากันอดอยากหิวโหย ปู่ของเขาเลยจำเป็นต้องนำสมบัติทางวัฒนธรรมที่ขุดขึ้นมาจากสุสานไปแลกอาหารประทังชีวิต แต่กว่าจะได้พวกมันมาปู่ของเขาต้องเผชิญอันตรายนานัปการและตกอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเขาเองได้เริ่มตระหนักว่าเรื่องราวแปลกประหลาดและเร้นลับที่ปรากฏอยู่ในสมุดบันทึกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าจากปลายปากกาของปู่ แต่กลับกลายเป็นเรื่องจริงที่ทยอยเกิดขึ้นกับตัวของเขาเอง เขาจึงรู้สึกราวกับว่าตนถูกควบคุมโดยมือที่มองไม่เห็น ในที่สุดสมุดบันทึกเล่มนี้ก็พาเขาไปเผชิญกับโลกของจอมโจรแห่งสุสานที่เต็มไปด้วยปริศนาและอันตราย

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเขตปกครองตนเอง “มองโกเลียใน” ของประเทศจีน อู๋เสียกับเพื่อนสนิทที่ชื่อ “ไฮเส่า” (ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี) เพิ่งกลับจากการศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีได้ไม่นาน ทั้งคู่ต่างรู้สึกแปลกใจที่ถูกกลุ่มคนตามไล่ล่าอย่างไม่ลดละตั้งแต่เยอรมนียันมองโกเลียใน หลัง “ลิ่วไท่” (หนึ่งในกลุ่มคนที่ตามไล่ล่าอู๋เสียและเพื่อน) เล็งปืนยาวติดกล้องไปที่อู๋เสีย “อาหนิง” (หัวหน้าทีมไล่ล่า) จึงเตือนผ่านเครื่องมือสื่อสารว่า บอสห้ามไม่ให้ทำร้ายชายแซ่อู๋ ลิ่วไท่เลยยิงไปที่ล้อรถของอู๋เสียทำให้รถเสียหลักจนเกือบพลัดตกจากเขา ที่แท้อู๋เสียกำลังนำวัตถุโบราณรูปหัววัวที่เคยตกอยู่ในมือคนต่างชาติกลับสู่แดนมาตุภูมิและต้องการส่งคืนทางการโดยเร็วที่สุด แต่เขาถูกกลุ่มคนตามไล่ล่าตลอดทาง หลังรถยางแบนจนไปต่อไม่ได้เขากับไฮเส่าก็พยายามวิ่งหนีกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ขี่มอเตอร์ไซค์วิบากไล่ตาม แต่ไปได้ไม่ไกลก็ถูกลิ่วไท่ยิงสกัดและชิงเป้ใส่หัววัวไป ทั้งที่ถูกบอสห้ามแต่ลิ่วไท่กลับเล็งปืนไปที่อู๋เสียซึ่งบาดเจ็บเล็กน้อยที่แขนหลังถูกยิงสกัด แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีชายอ้วนแซ่หวัง “หวังพ่างจื่อ” (ชื่อจริง “หวังเยว่ป้าน”) มาช่วยอู๋เสียกับไฮเส่าทันเวลาทั้งที่ไม่เคยพบหน้าและรู้จักกันมาก่อน อู๋เสียจึงแย่งเป้กลับคืนก่อนกระโดดขึ้นรถของหวังพ่างจื่อหลบหนีไป

หลังหลอกล่อให้หลี่ไท่และเหล่าสิงห์นักบิดขึ้นไปติดกับในเมืองเล็กๆ บนภูเขาแล้ว หวังพ่างจื่อก็พาสองหนุ่มลงเขาและแวะทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งหน้าตาเฉย ขณะรออาหารในห้องส่วนตัวหวังพ่างจื่อพยายามขอดูของในเป้ อู๋เสียจึงเริ่มสงสัยว่าเขาเป็นใคร และรู้ได้อย่างไรว่ามีอะไรอยู่ในเป้ หวังพ่างจื่อพยายามบ่ายเบี่ยงและตอบเพียงว่าตนเป็นนักสะสมของโบราณ จากนั้นก็ชี้ว่าตนไม่ใช่คนร้าย แต่อู๋เสียไม่วางใจจึงไม่ยอมให้ดู หวังพ่างจื่อพยายามหว่านล้อมและหลุดปากพูดว่าขอดูหัววัวหน่อย (ซ้ำยังเผยไต๋ว่าเขารู้เรื่องที่อู๋เสียเป็นนักศึกษาในเยอรมนีอีกด้วย) หลังจากนั้นหวังพ่างจื่อก็แกล้งขอตัวไปสั่งอาหารเพิ่มเพราะไม่อยากตอบคำถาม ไฮเส่ากลัวว่าหวังพ่างจื่อจะเป็นพวกเดียวกับกลุ่มคนที่ไล่ล่าพวกตน แต่อู๋เสียแย้งว่าเป็นคนละพวก เขาดูออกว่าหวังพ่างจื่อเป็นพ่อค้าวัตถุโบราณที่สนใจหัววัวจึงระวังตัวมากขึ้น

ครั้นเห็นอาหนิงและพวกมานั่งทานอาหารที่ร้าน หวังพ่างจื่อจึงรีบเข้าไปเตือนอู๋เสียกับไฮเส่า (อู๋เสียเดาว่าเธอคงเป็นหัวหน้าทีมทหารรับจ้าง) หลังลูกน้องรายงานว่าค้นจนทั่วแล้วไม่เจอ แถมบอสกำลังเดินทางมา อาหนิงจึงตำหนิลูกน้องที่ไม่มีปัญญาตามล่านักศึกษาแค่สองคน พอรู้ว่ามีคนมาช่วยอู๋เสียกับไฮเส่าทำให้คนที่พวกตนตามหามีทั้งหมดสามคน อาหนิงจึงสั่งให้ลูกน้องเข้าไปขวางชายสามคนที่กำลังเดินออกจากร้านด้วยท่าทางมีพิรุธ ครั้นถูกจับได้หวังพ่างจื่อก็บอกให้อู๋เสียกับไฮเส่าหนีไปก่อนส่วนตนจะรับมือคนร้ายเอง อู๋เสียกับไฮเส่าคารวะขอบคุณแล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถของหวังพ่างจื่อ หลังถูกอาหนิงถีบจนกระเด็นทะลุกระจกออกมานอกร้าน หวังพ่างจื่อก็รีบวิ่งไปขึ้นรถที่จอดรออยู่ (ความจริงเพิ่งสตาร์ทติด) อาหนิงโทรฯ แจ้งลิ่วไท่ว่าอู๋เสียและพวกกำลังมุ่งหน้าขึ้นเขาทางด้านทิศใต้และสั่งให้เขารีบตามไป

ขณะขับรถขึ้นเขาอู๋เสียเป็นคนเดียวที่ได้ยินเสียงกระดิ่ง หลังจากนั้นไม่นานรถก็น้ำมันหมดหน้าวัดพอดี ทั้งสามคนจึงรีบเข้าไปซ่อนตัวในวัดริมหน้าผา ไม่นานอาหนิงและพวก (รวมทั้งทีมของลิ่วไท่) ก็ตามมาที่วัด หวังพ่างจื่อลงทุนเผารถของตนหมายให้ระเบิด (เขาคงลืมว่ารถน้ำมันหมด) เพื่อที่ฝ่ายตรงข้ามจะได้รับบาดเจ็บและเปิดทางหลบหนีแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะไม่มีใครบาดเจ็บสักคน (แต่รถไหม้เกรียม) อาหนิงบอกให้อู๋เสียมอบของให้ตนหากไม่อยากตาย หวังพ่างจื่อเห็นว่าพวกตนหมดทางหนีจึงแนะให้อู๋เสียตั้งราคาและขายหัววัวเสียเลย แต่อู๋เสียไม่ยอมให้วัตถุโบราณกลับไปอยู่ในมือคนต่างชาติ ไฮเส่าเตือนว่าพวกตนมีคนน้อยกว่าทั้งยังไม่มีอาวุธ อู๋เสียจึงออกจากที่ซ่อนแล้วเดินออกไปต่อรองหน้าวัดโดยขู่ว่าหากใช้กำลังบังคับตนๆ จะโยนหัววัวลงจากหน้าผา บอสชาวต่างชาติซึ่งนั่งอยู่ในรถเห็นอู๋เสียยืนชูหัววัวท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปรายจึงใช้กล้องส่องดูและบอกอาหนิงว่าไม่ต้องสนใจคำขู่ อาหนิงจึงสั่งให้ลูกน้องซึ่งมีอาวุธครบมือเข้าไปชิงหัววัวจากอู๋เสีย อู๋เสียจึงเขวี้ยงหัววัวลงจากหน้าผาตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ ก่อนท้าให้ลิ่วไท่กระโดดลงไปเก็บ ลิ่วไท่จึงต่อยท้องอู๋เสียด้วยความโมโห หลังจากนั้นทั้งสามคนก็ถูกเหล่าทหารรับจ้างควบคุมตัว

อยู่ๆ ก็มีลมแรงพัดผ่านจนฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ เมื่อทุกอย่างสงบลงทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจที่เห็นชายลึกลับคนหนึ่งปรากฏตัวริมหน้าผาโดยมีหัววัวอยู่ในมือ (เขาคือ “จางฉี่หลิง” แต่มักถูกเรียกว่า “เสี่ยวเกอ” ซึ่งหมายถึงน้องชาย) จางฉี่หลิงเดินเข้าไปหาทุกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนถามหาเจ้าของหัววัว อู๋เสียจึงปราดเข้าไปรับของคืน อาหนิงแทบไม่เชื่อหูเมื่อบอสสั่งให้ทุกคนล่าถอยหลังชายลึกลับปรากฏตัว ครั้นทหารรับจ้างและบอสยอมถอยแต่โดยดี อู๋เสียจึงสงสัยว่าจางฉี่หลิงเป็นใคร จางฉี่หลิงมองหน้าอู๋เสียครู่หนึ่งก่อนเดินจากไปโดยไม่พูดจา ทิ้งให้สามหนุ่มงุนงงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

หลังขึ้นเครื่องบินกลับบ้านในเมืองหางโจว (มณฑลเจ้อเจียง) อู๋เสียก็รีบนำหัววัวสมัยราชวงศ์ชิงไปส่งที่สำนักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโดยไม่เปิดเผยตัว เพราะกลัวว่าขืนชักช้าจะถูกแย่งชิงไปอีก หลังคืนสมบัติชาติแล้วอู๋เสียจึงพบว่าภายในผ้าห่อหัววัวมีผ้าไหมที่บันทึกข้อความภาษาจีนโบราณซ่อนอยู่ผืนหนึ่ง ในตอนแรกอู๋เสียยังไม่ให้ความสำคัญกับผ้าไหมผืนดังกล่าว แต่พอผ่านไปสามวันแล้วยังไม่มีรายงานข่าวเรื่องหัววัวสมัยราชวงศ์ชิง อู๋เสียจึงเดาว่าหัววัวดังกล่าวคงเป็นโบราณวัตถุที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษในทางโบราณคดี ที่แท้เหล่าทหารรับจ้างไม่ได้ตามไล่ล่าอู๋เสียกับไฮเส่าหมายแย่งชิงหัววัว แต่เป้าหมายของพวกเขาคือผ้าไหมบันทึกข้อความ หลังพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอู๋เสียก็พบว่าผ้าไหมโบราณผืนดังกล่าวมีรอยขาดครึ่งแสดงว่าเนื้อหาหายไปส่วนหนึ่ง ไฮเส่าเห็นอู๋เสียนั่งจ้องผ้าไหมผืนดังกล่าวมาสามวันเต็มๆ แต่ยังไขปริศนาไม่ได้ จึงแนะให้เขาเลิกจ้อง เพราะตนนำรูปผ้าไหมไปโพสต์ลงในเน็ตเรียบร้อยแล้ว

อู๋เสียรู้สึกแปลกใจเมื่อเจ้าของร้านอาหารโทรฯ มาตามให้ไปจ่ายบิลค่าอาหาร ครั้นไปถึงก็พบผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นแฟนของเขาแล้วสั่งอาหารมากินเต็มโต๊ะ เธอคือ “เฉินเฉิงเฉิง” (ซึ่งแฝงตัวมาเพื่อเข้าใกล้อู๋เสีย) ตั้งใจมาพบอู๋เสียที่นี่เพื่อนำสำเนาบันทึกอักษรโบราณ (แบบลอกลาย) อีกส่วนมาให้ เธอบอกว่าพบของสิ่งนี้โดยบังเอิญขณะรื้อข้าวของๆ ป้าเมื่อวันก่อน ตอนที่เธอยังเด็กป้าของเธอได้หายตัวไปขณะทำการสำรวจทางโบราณคดี พอโตขึ้นเธอเลยเรียนโบราณคดีตามป้า หลังไฮเส่าช่วยนำบันทึกทั้งสองส่วนมาเชื่อมต่อกันในคอมพิวเตอร์ อู๋เสียก็พบว่าข้อความในนั้นเป็นอักษรอู่มู่ซูถูของอาณาจักรซีเซี่ย และอักษรหยาจื้อของชนเผ่าหนี่ว์เจิน ซึ่งเป็นอักษรโบราณนอกกระแสที่น้อยคนนักจะเข้าใจความหมาย เพราะไม่มีค่อยมีคนสนใจศึกษา

คืนนั้น “อู๋ซานเซิ่ง” (อาสาม) ส่งรหัสข้อความมาบอกอู๋เสียว่า มีของใหม่เข้ามา เป็นสันหลังมังกร (ของดี) ให้รีบมาด่วน อู๋เสียเลยรีบไปหาอาสามโดยนำภาพบันทึกอักษรโบราณไปให้อาสามดูด้วย ทันทีที่ลงจากรถเขาก็ถูกชายคนหนึ่งดักจี้ โชคดีที่จางฉี่หลิงเพิ่งเดินออกจากบ้านอาสามเลยเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เขาจึงช่วยอู๋เสียเอาไว้ได้ทัน อู๋เสียยังไม่ทันได้เอ่ยปากขอบคุณจางฉี่หลิง (ซึ่งยืนมองอู๋เสียชนิดไม่วางตา) อาสามก็วิ่งหน้าตาตื่นออกมาดูด้วยความเป็นห่วง ครั้นเห็นว่าอู๋เสียปลอดภัยอาสามจึงเดินไปขอบคุณจางฉี่หลิง (อาสามเรียกเขาว่า “เสี่ยวเกอ”) หลังจากนั้นจางฉี่หลิงก็เดินจากไปเงียบๆ ที่แท้อาสามเองก็เพิ่งเคยเจอจางฉี่หลิงครั้งแรก (เป็นเพื่อนของเพื่อน) เขาชี้ให้อู๋เสียดูห่อของที่จางฉี่หลิงสะพายไว้ข้างหลังพลางบอกว่านั่นคือของดีที่เพิ่งมาถึงวันนี้ พอรู้ว่าตนมาช้าไปทำให้อดดูอาวุธโบราณ อู๋เสียก็โวยวายว่าตนอุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่ ก่อนแซวว่าอาสามคงทำเงินจากของชิ้นนี้ได้ไม่น้อย อาสามแย้งว่าตนไม่ได้นำมาขายแต่นำมามอบให้เพื่อนเป็นของขวัญ ทั้งยังยืนยันว่าตนไม่เคยนำมรดกทางวัฒนธรรมของชาติมาหากิน

อู๋เสียนำภาพบันทึกอักษรโบราณมาให้อาสามดู อาสามเห็นแล้วทั้งตกใจและรู้สึกตื่นเต้นเพราะนี่คืออักขระภาพบรรยายพิกัดสถานที่ หรือลายแทงสุสานโบราณของชนชั้นสูงรัฐหลู่ในยุค “จ้านกว๋อ” (หรือ “ยุครณรัฐ” เป็นยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนโบราณ เริ่มตั้งแต่ 477 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 222 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งโลกนี้มีคนดูออกไม่เกินสิบคนและหนึ่งในนั้นก็คืออาสาม อาสามบอกอู๋เสียว่าสุสานของคนผู้นี้น่าจะซ่อนอยู่ในสถานที่เร้นลับแต่ก็นับว่าคุ้มค่าแก่การไปเยือน (เพราะเป็นสุสานชนชั้นสูงจึงน่าจะมีสมบัติล้ำค่ามากมาย) อู๋เสียได้ยินดังนั้นจึงเก็บภาพลายแทงสุสานโบราณทันที หลังขอดูภาพดังกล่าวอีกครั้งแต่อู๋เสียไม่ยอมให้ดู อาสามเลยตัดพ้อว่านี่เป็นสุสานโบราณในยุคจ้านกว๋อ (ซึ่งเก่าแก่กว่าสุสานใดๆ ที่เขาเคยพบ) ภายในน่าจะมีของดีของมหัศจรรย์ที่คนยุคปัจจุบันไม่เคยเห็นมากมาย จากนั้นก็ถามว่าอู๋เสียไม่อยากเห็นหรือ อู๋เสียปฏิเสธทันควัน เขาไม่ต้องการให้อาสามหรือใครเข้าไปบุกรุกและขุดสมบัติในสุสานโบราณดังกล่าว ในเมื่อบันทึกที่อยู่ในมือเขาเป็นลายแทงสุสานโบราณ เขาก็จะนำมันไปมอบให้สำนักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเก็บรักษา

ครั้นกลับบ้านแล้วพบว่าบ้านมีร่องรอยถูกงัดแงะและรื้อค้น แถมไฮเส่ากับเฉิงเฉิงยังโดนจับมัด อู๋เสียก็รู้สึกตกใจ (เฉินเฉิงเฉิงตามมาขลุกอยู่ที่บ้านทั้งคู่) เฉิงเฉิงเล่าว่าหลังอู๋เสียออกจากบ้านได้ไม่นานก็มีกลุ่มชายชุดดำบุกมาขโมยผ้าไหมบันทึกอักษรโบราณและสำเนาลอกลายของตน คืนนั้นอู๋เสียเขียนบันทึกบรรยายความรู้สึก เขานึกไม่ถึงว่าการที่ตนนำสมบัติชาติกลับมาคืนด้วยความหวังดีในครั้งนี้ จะทำให้เกิดเรื่องใหญ่ที่อาจสร้างความเสียหายมากกว่าเดิม ถึงกระนั้นเขาก็คิดว่าตนทำถูกแล้วที่พยายามปกป้องวัตถุโบราณ เขาระลึกถึงพ่อกับแม่ผู้ล่วงลับพลางบอกพวกท่านว่า ตอนเรียนที่เยอรมนีตนเห็นโบราณวัตถุของจีนจำนวนมากถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ชาวเยอรมัน เพื่อนร่วมชั้นชาวเยอรมันของตนเห็นดังนั้นก็ต่างพากันทึ่ง ชื่นชม และเห็นคุณค่าเป็นอย่างมาก ในตอนนั้นตนพยายามคิดหาเหตุผลว่าทำไมมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเราถึงตกอยู่ในมือคนต่างชาติ บางทีอาจเป็นเพราะคนรุ่นคุณปู่มีสภาพความเป็นอยู่อันแร้นแค้นแสนสาหัสเลยจำต้องขุดโบราณวัตถุในสุสานมาขายให้ผู้ลักลอบค้าของเถื่อน ผิดกับทุกวันนี้ที่มีคนมากมายทำเช่นนั้นเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว พวกเราต้องสูญเสียโบราณวัตถุที่งดงามและทรงคุณค่าไปตลอดกาลเพราะคนเหล่านั้น ตนจึงตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะพยายามปกป้องสมบัติชาติ ตนจะไม่เปิดโอกาสให้คนพวกนั้นลักลอบค้าวัตถุโบราณและปล้นสุสานอีก ขอให้พ่อกับแม่เชื่อใจตน ตนจะไม่ยอมให้คนเหล่านั้นทำลายสุสานโบราณหรือทำร้ายคนรอบข้างตนอีก

เฉิงเฉิงกับไฮเส่าเห็นอู๋เสียไม่สบายใจที่คนร้ายชิงบันทึกโบราณทั้งสองส่วนไปจึงเข้ามาปลอบ เฉิงเฉิงแนะให้อู๋เสียรีบหาสุสานโบราณให้เจอก่อนคนร้ายเพื่อจะได้นำวัตถุโบราณไปส่งมอบให้ทางการเก็บรักษาซึ่งไฮเส่าเองก็เห็นด้วย อู๋เสียแย้งว่าฝ่ายตรงข้ามตนเป็นถึงนายทุนชาวต่างชาติ ตนไม่มีทางต่อกรได้ คราวก่อนรอดตายก็นับว่าบุญโข เฉิงเฉิงจึงแนะให้อู๋เสียไปขอความช่วยเหลือจากอาสาม แต่อู๋เสียไม่เห็นด้วยเพราะอาสามอยู่ในแวดวงนักสะสมและนักค้าของโบราณ ตอนแรกอู๋เสียคิดที่จะแจ้งความแต่ไฮเส่าแย้งว่าไม่มีประโยชน์เพราะพวกตนไม่มีทั้งเบาะแสและหลักฐาน

หลังไตร่ตรองดูแล้วอู๋เสียจึงตัดสินใจทำตามคำแนะนำของเฉิงเฉิงด้วยการขอให้อาสามช่วยถอดรหัสลายแทงแล้วพาตนไปสำรวจสุสาน ตอนแรกอาสามจะไปเองโดยไม่ยอมให้อู๋เสียไปด้วย เพราะในสุสานโบราณมักเต็มไปด้วยอันตรายและมีกลไกมากมาย ที่สำคัญอู๋เสียเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ผู้ล่วงลับ หากเป็นอะไรไปอีกคนครอบครัวเขาจะสูญสิ้น อู๋เสียรู้นิสัยอาสามดีและรู้ว่าอาสามอยากไปสำรวจสุสานที่ว่าเต็มแก่ จึงแย่งสำเนาบันทึกอักษรโบราณ (ที่พริ้นท์ออกมาจากคอมพิวเตอร์) มาจากอาสามแล้วทำท่าเหมือนจะฉีกทิ้ง อาสามจึงยอมรับปากว่าจะพาไปด้วย แต่มีข้อแม้ว่าอู๋เสียต้องเชื่อฟังตน ขณะที่อาสามเองก็รับปากว่าจะทำเพื่อชาติและจะไม่ขโมยของในสุสาน อาสามบอกอู๋เสียว่าตนจะตามพรรคพวกที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมงานนี้ อู๋เสียขอพาไฮเส่ากับเฉิงเฉิงไปด้วยแต่อาสามไม่รับปาก อาสามต้องรีบไขปริศนาอักษรโบราณเลยไม่มีเวลาเตรียมของจึงจดบัญชีหางว่าวแล้ววานให้อู๋เสียไปซื้อมาให้ (เป็นรายการสิ่งของ/อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการสำรวจและขุดสุสาน ซึ่งไม่มีวางขายทั่วไป) อู๋เสีย ไฮเส่า และเฉิงเฉิง จึงช่วยกันหาซื้อทางอินเตอร์เน็ต

หลังถอดรหัสลายแทงเสร็จอาสามก็ยืนกรานว่าเฉิงเฉิงไปด้วยไม่ได้เพราะที่นั่นอันตรายเกินไป เฉิงเฉิงขอร้องให้อาสามพาเธอไปด้วยโดยบอกว่าเธอดูแลตัวเองได้และจะไม่ทำตัวเป็นภาระ ที่สำคัญบันทึกครึ่งหนึ่งยังเป็นของป้าเธอ ไม่แน่ว่าการที่ป้าเธอหายตัวไปอาจเกี่ยวข้องกับสุสานนั่น พอรู้ว่าเฉิงเฉิงเป็นหลานสาวของ “เฉินเหวินจิ่น” อดีตคนรักที่หายตัวไป อาสามก็ถึงกับอึ้งและยิ่งไม่ยอมให้เฉิงเฉิงติดตามพวกตนไป เฉิงเฉิงเสียใจมากจึงวิ่งร้องไห้ออกจากบ้านอาสาม อู๋เสียรีบตามไปอธิบายแต่ก็ไม่เป็นผล

อยู่ๆ เฉิงเฉิงก็หายตัวไป ซ้ำยังติดต่อไม่ได้ แถมบ้านอู๋เสียยังมีร่องรอยถูกรื้อค้น อู๋เสีย อาสาม และไฮเส่าจึงสงสัยว่าเฉิงเฉิงอาจถูกแก๊งโจรปล้นสุสานลักพาตัว อู๋เสียจะแจ้งตำรวจแต่อาสามห้ามไว้เพราะยังไม่ครบ 24 ชม. และถ้าหากเฉิงเฉิงถูกคนร้ายลักพาตัวไปอย่างง่ายดายจริงแสดงว่าคนร้ายจับตาดูอยู่จึงรู้ว่าพวกตนกำลังทำอะไร ในเมื่อพวกนั้นต้องการใช้ประโยชน์จากเฉิงเฉิงก็คงไม่คิดทำร้ายเธอ อาสามเตือนอู๋เสียกับไฮเส่าว่าอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามและให้รีบเก็บของเตรียมออกเดินทางเช้าวันพรุ่งนี้ หากคนร้ายที่ลักพาตัวเฉิงเฉิงเป็นแก๊งโจรปล้นสุสานจริง พวกตนยิ่งต้องรีบหาสุสานให้พบโดยเร็ว

วันรุ่งขึ้นอู๋เสีย อาสาม และไฮเส่า พากันขับรถมุ่งหน้าไปยังเมืองซานตง (ระยะทางราว 700 ก.ม. จากหางโจว) โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ร้านอาหารในวัดกวา (กวาจื่อเมี่ยว) เมื่อไปถึงก็พบว่าเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนของอาสามมารออยู่ที่นั่นแล้ว คนหนึ่งคืออดีตทหารที่เคยร่วมรบในสงครามเวียดนามชื่อ “พานจื่อ” ซึ่งลั่นวาจาว่าจะปกป้องทุกคนและรับปากว่าจะไม่แตะต้องของในสุสาน ส่วนอีกคนคือชายหนุ่มผู้ลึกลับและเงียบขรึม “จางฉี่หลิง” ซึ่งสะพายอาวุธโบราณมาด้วย (อาสามเรียกเขาว่า “เสี่ยวเกอ” แต่อู๋เสียเห็นเขาหน้านิ่ง ลึกลับ ไม่ค่อยสุงสิงและพูดจากับใคร เลยเรียกเขาว่า “เมินโหยวผิง” (แปลว่า “เรือพ่วงน่าเบื่อ”))

ช่วยแชร์หน่อยนะ